หน้าแรก บล็อก หน้า 3

ผู้กำกับโรงพักพัทยาหัวใจวายเฉียบพลัน ขณะเดินทางไปประชุม

0

ผู้กำกับโรงพักพัทยาหัวใจวายเฉียบพลัน ขณะเดินทางไปประชุม

วันที่ 18 ต.ค. 62 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ.ต.อ.อตินันท์ นุชนารถ รักษาราชการแทน ผกก.สภ.เมืองพัทยา เสียชีวิตลงแล้ว ที่ รพ.เมืองชลบุรี โดยแพทย์ระบุสาเหตุการเสียชีวิตว่า อาการหัวใจวายเฉียบพลัน

ภาพจาก ทุบโต๊ะข่าว

สืบเนื่องจากขณะที่ พ.ต.อ.อตินันท์ นุชนารถ กำลังเดินทางไปประชุมที่กรุงเทพฯ แต่มีอาการเจ็บหน้าอกและหมดสติไป คนขับรถเห็นว่าใกล้พื้นที่ รพ.เมืองชลบุรี จึงนำส่งอย่างรวดเร็ว ซึ่งทีมแพทย์ได้ทำการปั๊มหัวใจช่วยเหลือจนกลับมามีชีพจรอีกครั้ง แต่เพียงไม่นาน หัวใจหยุดเต้น ในเวลา 13.49 น. ที่ผ่านมา

สำหรับ พ.ต.อ.อตินันท์ นุชนารถ ภูมิลำดับเนาเดิมอยู่ที่ จ.ลพบุรี จบโรงเรียนตำรวจในรุ่นที่ 36 ก่อนหน้านี้ ได้ตำรวจตำแหน่งผู้กำกับการ สภ.เมืองชลบุรี ก่อนย้ายมารักษาราชการแทน ผู้กำกับการ สภ.เมืองพัทยา ในวันที่ 2 ก.ย. 62 และเสียชีวิตลงในวัย 59 ปี ก่อนเกษียณอายุราชการ

ภาพจาก ทุบโต๊ะข่าว

แม่ใจยักษ์ ทุบตีลูกน้อย ทั้งจับห้อยคอ ชกที่ท้อง ร้องไห้ด้วยความเจ็บปวด คลิป

0

แม่ใจยักษ์ ทุบตีลูกน้อย ทั้งจับห้อยคอ ชกที่ท้อง ร้องไห้ด้วยความเจ็บปวด (คลิป)

เรียกได้ว่าเป็นเรื่องราวที่สะเทือนใจเป็นอย่างมาก สำหรับเรื่องราวของแม่ที่ทำร้ายลูก ในขณะที่กำลังเปลี่ยนแพมเพิสให้ลูกนั้น ก็ทำร้ายทุบตี ลูกไม่หยุด หนูน้อยก็ร้องไห้ดังสนั่น หนำซ้ำยังจับลูกด้วยความรุนแรก และทุบเข้าไปที่หน้าอกและท้องลูกของตัวเอง เรียกได้ว่าหลังคลิปนี้ถูกเผยแพร่ออกไปก็ทำให้ชาวเน็ตต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันอย่างมากมายเลยทีเดียว กับพฤติกรรมที่แม่ได้ทำร้ายลูกของตัวเองได้รุนแรงเช่นนี้ เพระาเหตุการณ์ที่ทำนั้นยิ่งกว่าแม่ใจยักษ์ ทำลูกได้ลงคอ

ภาพในคลิป

ภาพเหตุการณ์

ภาพในคลิป

ภาพในคลิป

ภาพในคลิป

จิตใจทำด้วยอะไร

ดูคลิปคลิกที่นี่

“มงคลกิตติ์” ไอเดียกระฉูด ชงเปิด “กาสิโน” เก็บภาษีพริตตี้ เด็กเอน

0
“เต้ มงคลกิตติ์” ไอเดียกระฉูด เสนอเปิดบ่อนเสรี กระตุ้นเศรษฐกิจ เก็บภาษี “พริตตี้-เด็กเอน” สร้างรายได้มหาศาลเข้ารัฐ

 

ภาพเพิ่มเติม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 20.00 น. วันที่ 18 ต.ค.62 ที่อาคารรัฐสภา นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยศรีวิไลย์ ได้ลุกขึ้นอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 กล่าวตอนหนึ่งว่า ตลอดระยะเวลา 18 ปีที่ผ่านมา เราบริหารประเทศแบบข้าราชการประจำ เช้าชามเย็นชาม บางช่วงมีนักธุรกิจเข้ามาบริหารประเทศเหมือนจะดี แต่สุดท้ายก็ทำให้ครอบครัวกำไร ประเทศขาดทุน

 

ภาพเพิ่มเติม

ส่วนตัวขอเสนอให้รัฐบาลวางแผนการจัดหารายได้เข้าประเทศเพิ่มเติม โดยขอเสนอ 2-3 วิธี คือ 1.จัดเก็บภาษี บังคับใช้กฎหมายเดิม รักการเมืองไม่ร่วมทุจริตกับการจัดเก็บภาษี เพิ่มโบนัสให้กับหน่วยงานจัดเก็บภาษี 2.เปิดบ่อนกาสิโน ถ้าเปิดเล่นจริงและออนไลน์จะนำรายได้เข้าประเทศไม่ต่ำกว่า 500,000 ล้านบาท ต่อปี และ 3.จัดเก็บภาษีเด็กเอนเตอร์เทน พริตตี้ เพราะตัวท็อป มีรายได้ 100,000-150,000 ต่อเดือน คาดว่าถ้าจัดเก็บภาษีส่วนได้จะทำให้เรามีรายได้เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 9 หมื่นล้านบาทต่อปี

 

ขอขอบคุณที่มา https://bit.ly/2Bs1AnE

ศรัทธาชาวบ้านบีบคั้นขอให้กลับไปห่มเหลืองดังเดิม ‘พุทธะอิสระ’เปิดใจคัมแบ๊กบวชใหม่

0
วันที่ 18 ต.ค. ที่วัดอ้อน้อย ธรรมอิสระ ต.ห้วยขวาง อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม อดีตพระสุวิทย์ ธีรธัมโม หรือ พุทธะอิสระ ผู้ก่อตั้งวัดอ้อน้อย เปิดเผยกรณีลูกศิษย์ได้โพสต์แจ้งข่าวสารถึงญาติธรรมของคณะศิษย์วัดอ้อน้อย ระบุว่า “หลวงปู่พุทธะอิสระ จะครองผ้าเหลืองใหม่ในวันที่ 5 ธันวาคม 2562 จึงประกาศมาให้ทราบโดยทั่วกัน” ทำให้ลูกศิษย์ ร่วมกันอนุโมทนาสาธุเป็นการใหญ่
อดีตพระสุวิทย์ เปิดเผยว่า จากข่าวที่ออกไปนั้นเป็นความจริงที่ว่า จะห่มผ้าไตรจีวรในวันที่ 5 ธ.ค.นี้ เพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่องค์พ่อหลวง รัชกาลที่ 9 และการบวชครั้งนี้ เพื่อแม่ที่ป่วยติดเตียงมีอายุเกือบ 100 ปีแล้ว ที่สำคัญแม่อยากเห็นผ้าเหลืองก่อนตาย ในตอนแรกมีการพูดคุยว่า
” จะกลับไปห่มจีวรหลังจากคดีเสร็จสิ้น เนื่องจากวันที่ 29 ต.ค.นี้ครบกำหนด สิ้นสุดเวลาคุมความประพฤติในคำพิพากษาคดีทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่ตำรวจในขณะชุมนุม ก่อนหน้านี้มีกลุ่มที่ถูกเกี่ยวข้องกับคดีเรื่องเงินทอนวัด เมื่อออกมาก็ได้กลับไปห่มเหลือ ในช่วงที่เดินทางไปศาลกลับแต่งกายด้วยชุดสีขาว ก็ยังทำได้ และเราคิดว่าเราพ้นจากการคุมประพฤติแล้ว ก็น่าจะทำได้เช่นกัน นี่คือหลักคิดเดิม คนเดียว ซึ่งในความเป็นจริงเราไม่สามารถคิดและทำคนเดียวได้”
หลวงปู่พุทธอิสระ กล่าวต่อว่า วันที่ 27 ต.ค.ที่จะถึงนี้จะมีการประชุมพร้อมกับร่างรายละเอียด โดยจะมีคณะสงฆ์ ญาติโยม กรรมการวัด ขอฉันทามติ ว่าเห็นควรจะให้กลับไปห่มผ้าเหลืองเหมือนเดิมหรือไม่ หลังจากที่มีข่าวออกไปว่าจะกลับมาห่มเหลืองอีกครั้ง ก็ได้ดูข่าวที่ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึง ว่าพระสงฆ์ ที่ถูกจำคุกที่มีคดี แม้ไม่ได้เปล่งวาจาสึกแต่ต้องโทษ ติดคุก ถือว่าพ้นจากความเป็นพระแล้ว แต่ในทางพระพุทธศาสนา หากพระพุทธอิสระ จะกลับมาห่มเหลืองอีกครั้งนั้น ในทางบ้านเมือง กับทางพระพุทธศาสนามีความแตกต่างกัน”

 

ภาพเพิ่มเติม

“ที่คุณวิษณุกล่าวนั้นเป็นไปในทางกฎหมาย แต่ในทางพระพุทธศาสนานั้นการที่ภิกษุจักพ้นจากความเป็นภิกษุได้นั้น มีเหตุอยู่ 3 ประการ คือ 1.มรณภาพ (ตาย) 2.ต้องอาบัติปาราชิก เรียกว่า อาบัติร้ายแรงชั่วหยาบ ไม่สามารถกลับเข้ามาเป็นพระได้อีกตลอดชีวิต เช่น ฆ่ามนุษย์ อวดอุตริมนุสธรรมอันไม่มีอยู่จริง และเสพเมถุน 3.กล่าวคำลาสิกขา ซึ่งทั้ง 3 อย่างนี้ยังไม่ได้ทำ เนื่องจากที่เข้าคุกก็สวมชุดขาว ถือศีล สวดมนต์ทำวัตร ฉันอาหารมื้อเดียว ตามปกติ
ไม่อยากฝากถึง คุณวิษณุ ว่า กฎหมายคัดค้านกับพระธรรมวินัย แต่อยากฝากถึงมหาเถร ว่าในประเทศไทยมีคดีแบบนี้เยอะมาก อย่างให้หลักกฎหมาย และพระธรรมวินัยสอดคล้องกัน แต่ถ้าการประชุมในวันที่ 27 ต.ค.นี้ไม่เห็นชอบให้กลับไปห่มเหลือง ก็คงต้องรอให้คดีเสร็จสิ้น คาดว่าน่าจะปลายปีหน้า ส่วนเรื่องการจำพรรษาตอนนี้ก็ 35 พรรษาเหมือนเดิม ถึงจะไม่ได้ห่มจีวร ก็ยังปฏิบัติกิจเหมือนเดิม ทุกวันนี้ก็อยู่สบายดีมีสุข วันเสาร์ อาทิตย์ก็ออกสอนการปฏิบัติธรรมเป็นปกติ แต่ศรัทธาของชาวบ้านเป็นแรงบีบคั้นขอให้กลับไปห่มเหลืองดังเดิม

 

ภาพเพิ่มเติม

อดีตพระสุวิทย์ กล่าวทิ้งท้ายว่า หากถามเรื่องเกี่ยวกับสุขภาพนั้น ถือว่าดีขึ้น อาการปวดหลังน้อยลง ทำกายภาพสม่ำเสมอทั้งเช้าและเย็น แต่ยังคงมีปัญหาในเรื่องคลื่นหัวใจ เพราะในช่วงที่อยู่ภายในเรือนจำนั้นสุขภาพไม่ดี ความดันโลหิตต่ำมาก จนกระทั่งผู้คุมยังกลัวว่าจะเกิดอาการช็อก สำหรับเรื่องการได้ห่มเหลืองอีกหรือไม่ ต้องติดตามในวันที่ 27 ต.ค.ที่จะถึงนี้ ขอให้ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ อยู่ได้เท่านั้น พระพุทธอิสระ ก็อยู่ได้สบายใจแล้ว
ขอขอบคุณที่มา https://bit.ly/2VSlaCQ

หลานสาวปล่อยโฮ แค้นโจรโหดทุบหัวยายดับ ตาโคม่า ลั่นให้จับตาย พร้อมเผยเสี้ยวนาทีหวิดถูกฆ่ายกครัว

0

หลานสาวปล่อยโฮ แค้นโจรโหดทุบหัวยายดับ ตาโคม่า ลั่นให้จับตาย พร้อมเผยเสี้ยวนาทีหวิดถูกฆ่ายกครัว

จากกรณีคนร้ายลงมือโหดเหี้ยม ใช้ของแข็งทุบศีรษะและร่างกาย นางลำยอง พานสร้อย อายุ 74 ปี เสียชีวิตภายในร้านขายของชำเลขที่ 10 หมู่ 14 ต.เกาะพลับพลา อ.เมืองราชบุรี ส่วนนายล้วน พานสร้อย อายุ 84 ปี สามีของนางลำยอง ซึ่งเป็นผู้ป่วยติดเตียง ถูกคนร้ายใช้ของแข็งตีเข้าเหนือกกหูจนกะโหลกศีรษะแตก บาดเจ็บสาหัส เหตุเกิดวันที่ 17 ต.ค.62

ล่าสุดผู้สื่อข่าว ได้เดินทางไปยังบ้านที่เกิดเหตุพบกับ จ.ส.อ.สัญญา พานสร้อย ลูกชายผู้เสียชีวิต บอกว่า ก่อนเกิดเหตุพึ่งพาแม่ไปทำกายภาพบำบัดที่โรงพยาบาล และพากลับมาส่งที่บ้านช่วง 10 โมงเช้า กระทั่งช่วง 4 โมงเย็น ทราบว่าแม่เสียชีวิต ไม่คิดว่าจะเกิดเรื่องร้ายขึ้นแบบนี้ ส่วนอาการของพ่อหลังถูกตีกะโหลกร้าว ยังพักรักษาตัวอยู่ในห้องไอซียู ยังไม่สามารถเข้าเยี่ยมได้แพทย์เฝ้าดูอาการอย่างใกล้ชิด ส่วนปมสังหารเชื่อว่าคนร้ายน่าจะเป็นคนในละแวกนี้ที่เข้ามาซื้อของ แล้วเห็นเงินในกระเป๋าคาดเอวของแม่ ประกอบกับแม่ชอบใส่สร้อยคอทองคำ จนช่วงที่หยิบเงินทอนเป็นช่วงเวลาที่ไม่มีคนพลุกพล่าน จึงตั้งใจชิงทรัพย์ แต่เกิดการยื้อแย่งต่อสู้ จึงใช้ไม้ทุบตีจนเสียชีวิต

เบื้องต้น ตำรวจสันนิษฐานว่า คนร้ายน่าหยิบไม้จากหน้าบ้าน จากนั้นทำทีเข้ามาเพื่อขอซื้อของและเมื่อเห็นยายอยู่คนเดียว จึงได้ลงมือทำร้ายเพื่อจะชิงทรัพย์ แต่ยายได้หนีเข้าไปในห้องที่ตานอนอยู่ และเกิดการต่อสู้กันขึ้น จนคนร้ายได้ใช้อาวุธทุบตียายจนตาย ส่วนตาที่นอนเป็นผู้ป่วยติดเตียงเห็นเหตุการณ์ จึงถูกคนร้ายใช้อาวุธตีได้รับบาดเจ็บสาหัสไปด้วย ก่อนจะชิงเงินหลบหนีไป ประกอบกับวันเกิดเหตุมีฝนตกหนักจึงทำให้ไม่มีใครได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือ

ด้านนางชญานิศ พูลมาเอง อายุ 41 ปี เพื่อนบ้าน เล่าว่า ก่อนเกิดเหตุได้ใช้หลานไปซื่อของที่ร้านของผู้เสียชีวิต จากนั้นหลานได้วิ่งกลับมาบอกว่า เห็นผู้เสียชีวิตเป็นลมล้มหัวฟาดพื้นอยู่กลางบ้าน จึงรีบวิ่งไปดูเห็นนางลำยองนอนอยู่ที่พื้นสภาพเหมือนถูกลากออกมาจากทางหน้าตู้เย็น ใกล้กันพบไม้หักออกเป็น 2 ถ่อน ตกอยู่ใกล้ผู้ตาย หลังจากนั้นจึงพยายามเดินหานายล้วน นอนอยู่ที่เตียงบริวเวณด้านหลังบ้าน สภาพขาหอยลงมาจากเตียง ผ้าที่ใช้ห่มเต็มไปด้วยเลือด บริเวณศรีษะถูกคนร้ายตีด้วยสากจนกะโหลกศรีษะด้านขวาแตก คาดว่าน่าจะเป็นการชิงทรัพย์ เพราะปกติผู้เสียชีวิตมักจะห้อยกระเป๋าคาดเอวติดตัวเอาไว้ถอนเงิน

จากนั้นทีมข่าวเดินทางไปที่ วัดราชสิงขร ต.เกาะพลับพลา อ.เมือง จ.ราชบุรี ที่จัดเตรียมพิธีกรรมทางศาสนาของผู้เสียชีวิต บรรยากาศเต็มไปด้วยความโศกเศร้า
นางกมลวรรณ เทียนศิริ อายุ 26 ปี หลานสาวผู้เสียชีวิต เปิดใจกับทีมข่าวว่า ก่อนเกิดเหตุตนคิดว่าจะพาลูกมาพักอยู่ที่บ้านกับยาย ถ้าเกิดตนตัดสินใจพาลูกมาเร็วกว่านี้ ก็คงจะเสียชีวิตกันหมดทั้งบ้าน สาเหตุที่เกิดขึ้น คาดว่าน่าจะเกิดจากชิงทรัพย์ เพราะยายชอบใส่สร้อยคอทองคำ และจะพกกระเป๋าเงินคาดเอวติดตัวเป็นประจำ

ส่วนตัวไม่ต้องการให้ผู้ก่อเหตุมาขอขมาศพ หรือมาขอโอสิกรรมใดๆ กับทางครอบครัวทั้งสิ้น อยากให้ตำรวจจับตาย สุดท้ายนี้ถ้าสามารถพูดกับยายเป็นครั้งสุดท้ายได้อยากจะพูดกับยายว่า อยากขอโทษ ที่วันเกิดเหตุไม่ได้เข้าไปหา เพราะฝนตก กลัวลูกจะถูกละอองไม่สบาย จนทำให้ยายต้องเสียชีวิต

พท. ให้รัฐบาลสอบตก ถามที่มารายรับตอบไม่ได้ ยอดกู้ 4 แสนล้าน ยังบอกเขียนไว้เฉยๆ

0
เมื่อเวลา 16.30 น. วันที่ 18 ต.ค. ที่รัฐสภา น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทย ฐานะเลขาธิการพรรค กล่าวถึงการอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 63 ฝ่ายค้านพยายามชี้แจงให้เห็นจุดอ่อนของการจัดทำงบประมาณที่ผิดพลาด บกพร่อง จัดทำงบไม่เป็นไปตามกฎหมาย หรือถึงขั้นอาจผิดกฎหมาย แต่การชี้แจงของรัฐบาล ไม่สามารถตอบคำถามที่เป็นปัญหาที่ฝ่ายค้านตั้งประเด็นไป พยายามลีกเลี่ยงการตอบคำถาม

 

ภาพเพิ่มเติม

น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวต่อว่า ส่วนตัวมองว่าครึ่งแรกของการอภิปรายครั้งนี้รัฐบาลสอบไม่ผ่าน แต่จะให้โอกาสในครึ่งหลัง อยากฟังนายกฯ และรัฐมนตรีชี้แจงการจัดทำงบประมาณที่ไม่สมบูรณ์ครั้งนี้ ส่วนทิศทางการโหวตในวันที่ 19 ต.ค. วิป 7 พรรคฝ่ายค้านจะมีประชุมกันอีกครั้ง ในเวลาหลัง 12.00 น. เพื่อกำหนดทิศทางกันอีกครั้ง ซึ่งแต่ละพรรคเขาอาจมีเหตุผลของเขา ในส่วนของพรรคเพื่อไทยแม้การโหวตจะเป็นเอกสิทธิ์ แต่ทางการเมือง พรรคการเมืองที่มีอุดมการณ์ร่วมกัน พรรคก็ต้องมีมติ เชื่อว่าสุดท้ายแล้วจะไม่มี ส.ส.โหวตแหกมติพรรค แต่หากมีผู้โหวตสวนขึ้น ก็ต้องมาคุยกันอีกที เพราะต้องรอให้เหตุการณ์เกิดขึ้นก่อน

 

ภาพเพิ่มเติม

ด้านนายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน กล่าวว่า รัฐบาลชี้แจงรายรับแบบไม่มั่นใจ คาดหมายแบบเลื่อนลอย นายกฯ ชี้แจงแบบกำปั้นทุบดิน นายกฯ บอกจะมีรายรับเพิ่ม 1 แสนล้าน แต่ถามว่าเอามาจากไหนก็ตอบไม่ได้ แถบยังบอกด้วยว่าเงินกู้ที่วางไว้ 4 แสนล้านบาท เป็นการเขียนไว้เฉยๆ หากมีรายรับเพิ่มก็อาจกู้ไม่ถึง ตอบแบบนี้ใครก็ตอบได้ ถ้าไม่มีรายรับเข้ามาวงเงินกู้อาจจะมากกว่า 4 แสนล้านก็ได้ ขณะที่ รมว.คลังเอาข้อมูลเก่ามาพูด ชี้แจงก็ไม่ชัดเจน การทำงบครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่านายกฯ และรัฐมนตรีไม่มีความรู้มาตั้งแต่ต้น ให้ข้าราชการเป็นผู้ทำ ทำให้ตอบคำถามหรือชี้แจงอะไรไม่ได้ แต่ดีอย่างเดียวที่นายกฯ ขยันมาสภาฯ มากกว่าเดิม

 

ภาพเพิ่มเติม

เมื่อถามถึงกรณีที่มีการเข้าไปชื่นชมการโหวตพรก.โอนย้ายกำลังพลฯ ของพรรคอนาคตใหม่ พร้อมโจมตีพรรคเพื่อไทยในเพจของพรรค น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวว่า พรรคการเมืองต้องรับฟังความเห็นของพี่น้องประชาชน อาจจะมีทั้งคำติและคำชม ซึ่งคำติชมเหล่านั้นจะเป็นแนวทางในการกำหนดบทบาทของพรรคในอนาคต แต่สิ่งที่เราได้ตัดสินใจไปแล้วคือมติของพรรค
ขอขอบคุณที่มา https://bit.ly/2pv2BbR

หมอเตือน! ภัยจากยาคุม บางคนไม่ควรกินเกิน 5 ปี เสี่ยงมะเร็ง แนะควรปรึกษาแพทย์

0
วันที่ 18 ต.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจเฟซบุ๊ก Umaad Aegem โพสต์ เตือนภัยจากยาเม็ดคุมกำเนิด การใช้ยาเมิดคุมกำเนิดเป็นระยะเวลานานๆ (มากกว่า 5 ปี) นอกจากจะเสี่ยงกับมะเร็งเต้านมแล้ว ยังเสี่ยงกับการเกิดเนื้องอกในตับ (Hepatic Adenoma) ซึ่งสามารถกลายไปเป็นมะเร็งตับได้ (Hepatocellular Carcinoma)
ผู้ป่วยรายนี้เป็นผู้หญิงอายุ 38 ปี ใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดมามากกว่า 10 ปี หยุดการใช้ยาไปแล้วปีกว่าๆ มาพบแพทย์ด้วยอาการปวดท้อง ทำ CT scan พบเนื้องอกในตับ ขนาด 7 ซม. รักษาโดยการผ่าตัดตับบางส่วนโดยวิธีผ่าตัดผ่านกล้อง ระยะเวลาผ่าตัดประมาณ 3 ชม. ครึ่ง เสียเลือดประมาณ 100 cc
ข้อมูลเพิ่มเติมจาก สูตินรีแพทย์ สรุป ยาคุมแบบเก่าแบบระดับฮอร์โมนสูง เพิ่ม risk ยาคุมแบบใหม่ระดับฮอร์โมนต่ำ กินได้เกิน 5 ปี และช่วยลด risk การเกิด มะเร็งรังไข่ (ca ovary), มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก (ca endometrium) คนที่มี ก้อนที่เต้านม (breast mass) , มะเร็งเต้านม (ca breast) ไม่แนะนำ ให้ปรึกษาแพทย์
คุณหมอโพสต์เพิ่มเติมว่า ยาคุมกำเนิด ใช้ติดต่อกันนานเกิน 5 ปี อ้างอิงตาม evidence ของ WHI ที่เก็บจำนวนคนไข้เยอะสุดประมาณล้านกว่าคน พบว่า เพิ่มความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งเต้านมนะคะ แต่เป็นข้อมูลที่ศึกษาในอดีต ที่ฮอร์โมนในยาคุมยังค่อนข้างมีระดับฮอร์โมนสูง แต่ยาคุมแบบใหม่ๆในปัจจุบันเป็นยาคุมระดับฮอร์โมนต่ำ ไม่ได้เพิ่มความเสี่ยง อย่างไรก็ตามถ้าคนไข้เป็นมะเร็งเต้านมอยู่เดิม ไม่แนะนำให้ใช้ฮอร์โมนนะคะ มีโอกาสกลับเป็นซ้ำได้สูง
นอกจากนี้ยาคุมยังช่วยลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งรังไข่ และมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกด้วยค่ะ ปอลอ ดังนั้นการใช้ ข้อดีข้อเสีย ปรึกษาหมอดูก่อนก็ได้จะได้ชั่ง risk benefit ส่วนยาฉีดคุมกำเนิดเป็นฮอร์โมนตัวเดียว มีบางเปเปอร์ รายงานว่าพบ risk ca breast (มะเร็งเต้านม) แต่ข้อมูลยังค่อนข้างน้อย และส่วนใหญ่เป็น observation study ความน่าเชื่อถือไม่มากค่ะ
สรุปข้อมูลยังไม่ชัดเจนในกลุ่มยาฉีด ดังนั้น ทางที่ดีที่สุด ถ้าจะใช้ปรึกษาคุณหมอใกล้บ้านคุยรายละเอียดก่อน จะดีที่สุดค่า. ปอลอ ตอบยาวมาก เรื่องยาคุมต้องคุยกันแบบ face to face ดีกว่าพิมพ์

#เตือนภัยจากยาเม็ดคุมกำเนิดเอสโตรเจนขนาดสูงการใช้ยาเมิดคุมกำเนิดเอสโตรเจนขนาดสูงเป็นระยะเวลานานๆ(มากกว่า 5 ปี)…

Posted by Umaad Aegem on Thursday, October 17, 2019

 

ภาพเพิ่มเติม

ขอขอบคุณที่มา https://bit.ly/2OYQ3Ec

สาว 19 ปีตีลูกชาย วัย 1 เดือน จน “ตาดำ-กะโหลกร้าว” อ้างเครียดร้องไห้ไม่หยุด

0
สาว 19 ปีตีลูกชาย – วันที่ 18 ต.ค. เดลีเมล์ รายงานข่าวสะเทือนใจกรณีความรุนแรงภายในครอบครัวในประเทศยูเครน หลังจากหญิงสาววัย 19 ปี ก่อเหตุทำร้ายร่างกายลูกชายวัยเพียง 1 เดือน ซ้ำร้ายยังปล่อยลูกที่บาดเจ็บสาหัสให้นอนอยู่ในห้องพักเพียงลำพัง เพราะต้องการออกไปเดตกับชายที่กำลังคบหาดูใจ

 

ภาพเพิ่มเติม

 โชคดีที่เพื่อนบ้านสงสัยเลยพากันไปตรวจสอบ สามารถช่วยเหลือเด็กชายได้ทันท่วงที ส่วนผู้เป็นแม่ถูกจับกุมและอยู่ระหว่างการดำเนินคดี
รายงานระบุว่า เมื่อ 15 ต.ค. เพื่อนบ้านที่หอพักสวัสดิการสังคมในเมืองริฟเน ทางตะวันตกของยูเครน รู้สึกสงสัยที่หญิงสาววัยรุ่น แม่ของ ด.ช.มิกิตา วัย 1 เดือน หายไปทั้งวันโดยไม่ได้พาด.ช.มิกิตาออกไปด้วย เลยพากันไปดูที่ห้องพัก

 

ภาพเพิ่มเติม

 ก่อนต้องผงะกับภาพที่เห็น เพราะหนูน้อยถูกทำร้ายมีบาดแผลทั้งร่างกาย ตาข้างขวาบวมช้ำผิวหนังเป็นสีดำ จมูกเกรอะกรังไปด้วยเลือดซึ่งแห้งตัวและปิดรูจมูก ส่งผลให้หนูน้อยแทบจะหายใจไม่ได้

 

ภาพเพิ่มเติม

นางเทเทียน่า ไพรมัค ผู้อยู่อาศัยใกล้ๆ ห้องของด.ช.มิกิตา กล่าวว่าเพื่อนบ้านคนหนึ่งเป็นลมล้มพับทันทีที่เห็นสภาพร่างกายของเด็กชายผู้น่าสงสาร พร้อมเล่าต่อว่ารีบโทรศัพท์แจ้งตำรวจ รวมถึงรถพยาบาล ซึ่งต่อมารุดพาด.ช.มิกิตาไปยังโรงพยาบาล และเข้ารับการรักษาในแผนกผู้ป่วยหนัก แพทย์ฉุกเฉินระบุว่าเด็กชายมีรอบร้าวที่กะโหลกศีรษะ แต่ยังไม่สามารถตรวจวินิจฉัยได้เพราะอาการ

 

ภาพเพิ่มเติม

 ด้านตำรวจนำกำลังจับกุมหญิงสาวผู้เป็นแม่ ภายหลังกลับถึงหอพักในช่วงเช้าของวันถัดมา และให้การว่าตีลูกแค่เล็กน้อยเพราะเครียดที่ลูกร้องไห้ไม่ยอมหยุด เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตเปิดการสอบสวน พร้อมตั้งข้อหาทำร้ายร่างกายผู้เยาว์ และบกพร่องต่อหน้าที่ความเป็นแม่ หากศาลพิจารณาว่ามีความผิดจริง อาจต้องโทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 5 ปี

 

ภาพเพิ่มเติม

นางยูเลีย คาเชนโก นักจิตวิยาและเจ้าหน้าที่สวัสดิการสังคม ระบุว่าแม่ของด.ช.มิกิตากล่าวว่าไม่ได้ทำร้ายลูกมากขนาดนั้น ส่วนแผลที่เห็นเกิดจากอากาศหนาวจัดจนผิวแตก
 ขณะที่สื่อท้องถิ่นรายงานเรื่องราวเจาะลึกของครอบครัวด.ช.มิกิตา พบว่าเป็นลูกของชายวัย 27 ปี ซึ่งไม่สนใจใคร่เลี้ยงดูลูกแท้ๆ นอกจากนี้แม่ของด.ช.มิกิตายังมีลูกชายอีกคน วัย 3 ขวบ เกิดกับชายอีกคนที่ไม่ใช่พ่อของด.ช.มิกิตา
ขอขอบคุณที่มา https://bit.ly/2oSyye5

เปิดคำให้การ “แม่ธนาธร” คดีหุ้นสื่อ แจงศาลละเอียดยิบ แซว “ซักซะคุณแม่เวียนหัว”

0
“สมพร” ตื่นเต้นขึ้นศาลครั้งแรก ยัน 8 ม.ค. “ธนาธร” กลับบ้านเซ็นโอนหุ้นวี-ลัคมีเดียพร้อมหุ้นในเครือไทยซัมมิท ประเด็นเซ็นโอนให้หลานทดลองบริหารฟื้นฟูกิจการก็เรื่องจริง แต่จำต้องให้โอนกลับเพราะหลานขอให้ใส่เงินเพิ่มอีกหลายล้าน
จากนั้น เวลา 10.00 น. ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เบิกตัวนางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ ขึ้นเป็นพยานในคดีหุ้นสื่อบริษัท วี-ลัค มีเดียของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ โดยนางสมพรยืนยันว่า การโอนหุ้นในวันที่ 8 ม.ค. เกิดขึ้นที่บ้านของนายธนาธร โดยกำหนดเวลาหลังเลิกงานแล้วให้มาเซ็นโอนหุ้นกัน ในส่วนของเอกสารทนายความเป็นคนจัดเตรียมมา
โดยรายละเอียดมอบหมายให้นางลาวัลย์ จันทร์เกษม พนักงานบริษัทที่ดูงานด้านบัญชี และนางกานต์ฐิตา อ่วมขำ พนักงานที่ดูแลด้านการเงิน เป็นผู้ประสานโดยตรงกับทนายความ ในวันดังกล่าวทราบว่านายธนาธรอยู่ที่จ.บุรีรัมย์แล้วจะนั่งรถกลับบ้าน เมื่อตนเดินทางไปถึงบ้านของนายธนาธร พบว่า นายธนาธรและนายณัฐธนนท์ไปถึงก่อนแล้ว เพราะนัดไว้ในเวลา 18.00 น.
ก่อนที่ตนจะเซ็นเอกสารได้อ่านดูคร่าวๆว่าถูกต้องแล้วจึงเซ็นซื่อ ในวันดังกล่าวตนได้เตรียมเช็คมา 2 ใบ เพื่อชำระค่าหุ้น สั่งจ่ายนายธนาธร 6,750,000 บาท โดยเช็คลงวันที่ 8 ม.ค.62 ซึ่งตนไม่รู้ว่าเช็คจะนำไปขึ้นเงินเมื่อไร สำหรับค่าป่วยการทนายความไม่ต้องจ่ายเงินเพราะเป็นทนายความของพรรค
ต่อมาศาลได้พยายามซักถามกรณีหุ้นดังกล่าว ซึ่งมีปัญหาจากการไปจดแจ้งหลังวันที่นายธนาธรสมัครรับเลือกตั้ง นางสมพรกล่าวว่า ตนบริหารบริษัท 40 กว่าแห่ง ปกติการยื่นสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (บอจ.5) จะเคลียร์ให้เรียบร้อยก่อนยื่นงบดุล หลังการโอนหุ้นไม่ได้หมายความว่าเอกสารต้องทำเรียบร้อยในทันที
ปกติก่อนการโอนหุ้นบริษัทอื่นๆ จะมีการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น แต่การโอนวี-ลัค มีเดีย ดำเนินก่อนช่วงก่อนสิ้นปีทุกคนงานยุ่ง นายธนาธรก็เตรียมตัวมาเล่นการเมือง เขาต้องถอนหุ้นออกจากเครือไทยซัมมิททั้งหมด ในส่วนของบ.วี-ลัค มีเดีย จำกัดไม่มีการเปลี่ยนแปลงมานานจึงไม่มีการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น
นางสมพร ได้ชี้แจงถึงการโอนหุ้นให้หลายชาย 2 คน ในวันที่ 11 ม.ค.62 คือนายทวี จรุงสถิตพงศ์ หรือบี และนายปิติ จรุงสถิตพงศ์ หรือเอ เนื่องจากตนเสียดายที่ต้องปิด บ.วี-ลัค มีเดีย จำกัด เพราะนางรวิพรรณที่เคยบริหารจนกิจการมีผลประกอบการดี ก็มีลูกตามมาติดๆอีกหลายคน จึงอยากให้หลานเข้ามาทำบริษัท ไม่ใช่บริษัทขาดทุนแล้วอยากปิดบริษัท
โดย นายทวีเรียน จบนิเทศศาสตร์มาโดยตรงมีความสนใจ จึงขอให้นายปิติ (พี่ชาย) มาช่วยเพราะบ.วี-ลัคมีเดีย ไม่มีพนักงานเหลืออยู่แล้ว ตนจึงตกลงโอนหุ้นทั้ง 2 ก้อนไปให้หลานชาย เพื่อฟื้นฟูบริษัท เป็นการโอนให้หลานไม่ใช่การขาย
ซึ่งหลานทั้ง 2 คนนี้ เป็นหลานแท้ๆ พี่ชายคนโตของตนเสียชีวิตไปเกือบ 20 ปี ที่ผ่านมาตนอุ้มชูหลานทั้ง 2 คน มาตลอด หลังจากหลานไปเรียนรู้แผนงานได้กลับเสนอตนให้ลงทุนเพิ่มใน บ.วี-ลัคมีเดียอีกหลายล้านบาท แต่ตนตัดสินใจไม่ลงทุนเพิ่ม เพราะมองว่าเป็นธุรกิจที่ตกเทรนแล้ว จึงให้หลานทั้ง 2 คน โอนหุ้นกลับมา จากนั้นจึงมีการเจรจากับลูกหนี้บางรายให้ทยอยจ่ายหนี้ โดยลดหนี้ให้ครึ่งหนึ่งเพื่อให้สามารถปิดบัญชีได้เร็ว จึงเป็นเหตุให้การปิดบัญชีบริษัททำได้ในเดือนมิ.ย.62
นอกจากนี้ นางสมพรยังเบิกความด้วยว่า เริ่มทำธุรกิจตั้งแต่อายุ 23 ปีหลังเรียนจบจากประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อแฟนมาจีบก็แต่งงานเมื่ออายุ 24 ปี จนถึงขณะนี้อายุ 68 ปีแล้ว ในการบริหารงานตลอด 40 ปี ตนยึดมั่นในกฎหมาย รวมถึงกรอบเวลาต่างๆในกฎหมาย

 

ภาพเพิ่มเติม

แต่การโอนหุ้นบ.วี-ลัค มีเดีย แตกต่างจากหุ้นบริษัทอื่นเพราะเป็นการโอนหุ้นภายในกันเอง จึงไม่มีการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น นอกจากนั้น ในวันที่ 8 ม.ค.62 มีการเซ็นโอนหุ้นในเครือไทยซัมมิทหลายบริษัท แต่มีการชำระเงินเฉพาะบ.วี-ลัคมีเดีย ส่วนหนึ่งเพราะต้องการปิดบริษัทนี้
และการนำเงินจำนวนมากมาชำระค่าหุ้นหลาย 10 บริษัทต้องใช้เวลาเตรียมการนานพอสมควร ส่วนการโอนหุ้นให้หลานชายทั้ง 2 คน ก็เป็นการโอนให้ไปบริหารฟรีๆ แต่ในต้นขั้วเอกสารระบุว่ามีการชำระค่าหุ้นในราคาพาร์ 10 บาท
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศในการไต่สวนพยานปากนางสมพรเป็นไปอย่างผ่อนคลาย ศาลไม่ได้ซักถามอย่างกดดันหรือตึงเครียด เมื่อเห็นว่านางสมพรไม่เข้าใจหรือมีอาการงุนงงกับคำถามของทนายฝ่ายผู้ถูกร้อง ก็ช่วยอธิบายคำถามพร้อมระบุว่าทนายความ “ซักซะคุณแม่เวียนหัวเลย”
ขณะที่นางสมพรได้เบิกความด้วยอาการตื่นเต้น กล่าวคำเรียกแทนตัวเอง ว่าข้าพเจ้าบ้าง หรือหนูบ้าง หลังเสร็จสิ้นการเบิกความนางสมพรยกมือไหว้ขอบคุณศาลพร้อมกล่าวว่า “หนูก็ตื่นเต้น”

ขอขอบคุณที่มา https://bit.ly/2qlwwDv

เซ่นพิษสุนัขบ้า หนุ่มบุรีรัมย์ดับ รายที่ 3 แพทย์เตือนถูกข่วน-กัด อย่าชะล่าใจ

0
เมื่อวันที่ 17 ต.ค. นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค (คร.) กล่าวว่า ขณะนี้ คร. ได้รับรายงานพบผู้เสียชีวิตจากโรคพิษสุนัขบ้าเพิ่มขึ้นอีก 1 ราย เป็นเพศชาย อายุ 32 ปี ที่ จ.บุรีรัมย์ ถือเป็นผู้เสียชีวิตรายที่ 3 ของปีนี้ โดยรายแรกที่ จ.สุรินทร์ และรายที่ 2 ที่ จ.นครศรีธรรมราช จากการสอบสวนโรคพบว่า ผู้เสียชีวิตมีประวัติดื่มเหล้าเป็นประจำ ซึ่งญาติให้ข้อมูลว่า ผู้เสียชีวิตโดนสุนัขกัดหลายครั้ง แต่ไม่ได้ไปพบแพทย์เพื่อรับวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าแม้ว่าผู้เสียชีวิตในปีนี้จะลดลงกว่าปีที่ผ่านมาหลายเท่า โดยปี 2561 มีผู้เสียชีวิต 18 ราย แต่ประชาชนต้องระมัดระวังอย่างต่อเนื่อง เพราะโรคนี้เป็นได้ทุกฤดูกาล เป็นได้ตลอดทั้งปี

 

นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย
“โรคพิษสุนัขบ้า เชื้อจะเข้าทางบาดแผล ผ่านทางกัด ข่วน เลีย หรือสัมผัสกับน้ำลายของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมทุกชนิดที่มีเชื้อนี้ เช่น สุนัข แมว หนู ลิง ค้างคาว สัตว์ที่พบเป็นโรคพิษสุนัขบ้าบ่อยที่สุด คือ สุนัข รองลงมา คือ แมว เมื่อคนรับเชื้อแล้ว เชื้อจะเพิ่มจำนวนในบาดแผล และเข้าสู่ระบบประสาท โดยระยะฟักตัวขึ้นอยู่กับตำแหน่งและปริมาณเชื้อที่ได้รับ เช่น ขา แขน หรือใบหน้า โดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 2 สัปดาห์ ถึง 2 เดือน บางรายอาจนานถึง 1 ปี”
 “อาการส่วนใหญ่มักมีไข้ ปวดศีรษะ คันรุนแรงบริเวณบาดแผล คลุ้มคลั่ง กลัวแสง กลัวลม กลืนน้ำหรืออาหารลำบาก เมื่อผู้ติดเชื้อแสดงอาการแล้วจะไม่สามารถรักษาให้หายได้ ต้องเสียชีวิตทุกราย ดังนั้น การป้องกันตนเองจากโรคพิษสุนัขบ้า และให้ปฏิบัติตนถูกต้องหลังสัมผัสโรค อย่าชะล่าใจเมื่อสัตว์ข่วนหรือกัด ให้รีบพบแพทย์ทันที จะเป็นหนทางที่ดีที่สุดที่จะไม่พบผู้เสียชีวิตจากโรคพิษสุนัขบ้า” นพ.สุวรรณชัย กล่าว

 

ขอขอบคุณที่มา https://bit.ly/2qpWWEl