หน้าแรก บล็อก

พ่อบันดาลโทสะแทงลูกดับ หลังลูกชายดื่มเหล้าเมา โวยวาย ด่าทอสารพัด อ้างเป็นแบบนี้บ่อย

0

หนุ่มเมาเหล้า หาเรื่องพ่อแม่ ไม่แบ่งสมบัติ ก่อนพูดท้าทาย พ่อฉุนชักมีดแทงดับ แม่เผยผู้ตายเป็นลูกคนเล็ก ชอบดื่มเหล้า เมาพาลพ่อแม่ เคืองไม่ยอมแบ่งที่ดินให้   

เมื่อวันที่ 12 ก.ย.62 พ.ต.ท.วินัย ปริยเลิศพงษ์ สารวัตรสอบสวน สภ.ท่าไม้รวก รับแจ้งเหตุแทงกันเสียชีวิต ที่บ้านเลขที่ 196 ม.4 บ้านหนองเขาอ่อน ต.กลัดหลวง อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี จึงรุดไปตรวจสอบ พร้อมด้วย พล.ต.ต.เทียนชัย คามะปะโส ผบก.ภ.จว.เพชรบุรี พ.ต.อ.ภีมพล ศรุตานันทะ ผกก.สภ.ท่าไม้รวก และเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน

 

 

ที่เกิดเหตุ อยู่บริเวณถนนคอนกรีต หน้าบ้านหลังดังกล่าว พบรอยเลือดจำนวนมาก ทราบชื่อผู้ถูกแทงคือ นายก้องเกียรติ เกิดทรัพย์ อายุ 43 ปี ญาติได้นำตัวส่ง รพ.สต.บ้านสารเห็ด แต่เสียชีวิตระหว่างทาง

ด้าน แม่ผู้ตาย เปิดเผยว่า ผู้ก่อเหตุคือ นายเทียม เกิดทรัพย์ อายุ 79 ปี ผู้เป็นพ่อแท้ๆ และหลังก่อเหตุได้หลบหนีไปอยู่บ้านลูกชายอีกคน ซึ่งห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 200 เมตร เจ้าหน้าที่จึงติดตามจับกุมตัวไว้ได้ 

 

 

โดย นายเทียม รับสารภาพว่า ตนมีลูกทั้งหมด 6 คน ซึ่งผู้ตายเป็นคนสุดท้อง โดยมีพฤติกรรมชอบดื่มสุรา เวลาเมาจะหาเรื่องทะเลาะด่าทอพ่อแม่ทุกครั้ง โดยกล่าวหาว่าพ่อแม่รักลูกไม่เท่ากัน และแบ่งสมบัติให้แต่ละคนอย่างไม่เป็นธรรม กระทั่งก่อนเกิดเหตุผู้ตายกลับจากดื่มสุรา พอเข้าบ้านก็เปิดฉากด่าทอและท้าทายตน ตนทนไม่ไหวจึงเดินหนีออกมาจากภายในบ้าน แต่ผู้ตายได้เดินตามมา พร้อมท้าทาย จึงทำให้ตนบันดาลโทสะชักมีดปลายแหลม ขนาดความยาวประมาณ 20 ซม.ที่พกติดตัวมาจ้วงแทง เข้าที่บริเวณหน้าอกและสีข้าง จากนั้นจึงหลบหนีมาที่บ้านลูกชายอีกคนกระทั่งถูกเจ้าหน้าที่จับตัวดังกล่าว

 

 

 ด้าน แม่ผู้ตาย เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ตนกับพ่อผู้ตายรักลูกทั้ง 6 คนเท่ากันหมด แต่ลูก 5 คน แยกครอบครัวไปก่อนแล้ว จึงต้องแบ่งพื้นที่ให้ได้ทำมาหากินเลี้ยงครอบครัวกัน ส่วนผู้ตายหลังจากเลิกรากับภรรยา ก็ได้มาอาศัยอยู่กับพ่อแม่ที่บ้าน แต่มีพฤติกรรมชอบดื่มสุรา ตนกับสามีจึงยังไม่เอ่ยปากให้ที่ทำกิน เนื่องจากเกรงว่าผู้ตายจะนำไปขาย ทำให้ผู้ตายไม่เข้าใจจึงพาลด่าพ่อแม่อยู่เป็นประจำ กระทั่งมาเกิดเหตุร้ายขึ้นในที่สุด

จากการสอบถามแพทย์ประจำ รพ.สต.บ้านสารเห็ด ระบุว่า ผู้ตายถูกของมีคมแทงเข้าตัดขั้วหัวใจ 1 แผล และสีข้างด้านซ้ายใต้ราวนมอีกหนึ่งแผล และเสียชีวิตก่อนจะมาถึงโรงพยาบาล

 

ขอขอบคุณที่มา : https://bit.ly/2lUcyxH

จับได้แล้ว คนโพสต์สวมบัญชี บิณฑ์ บริจาคน้ำท่วม ชี้โทษหนักติดคุกหัวโต เตือนอย่าฉวยโอกาส

0

จับได้แล้ว คนโพสต์สวมบัญชี บิณฑ์ บริจาคน้ำท่วม ชี้โทษหนักติดคุกหัวโต เตือนอย่าฉวยโอกาส

จากกรณีนายบิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ ดารา-นักแสดงชื่อดัง และผู้จัดการฝ่ายกิจการพิเศษมูลนิธิร่วมกตัญญู ถูกมิจฉาชีพสวมรอยนำภาพพร้อมข้อความการประกาศนำเงินและรับบริจาคไปช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยในจ.อุบลราชธานี โดยมีการปลอมแปลงเลขบัญชีธนาคารเพื่อหลอกลวงผู้มีจิตศรัทธาให้โอนเงินก่อนนำไปโพสต์บนโลกสังคมออนไลน์ตามที่เสนอข่าวไปก่อนหน้านี้แล้วนั้น

คืบหน้าล่าสุดเมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 17 ก.ย. ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ รอง ผบก.ปอท. กล่าวว่า ก่อนอื่นต้องดูเจตนาของผู้ที่โพสต์นั้นว่ามีนัยยะแอบแฝงหรือไม่อย่างไร หากมีเจตนาเพื่อมีจุดประสงค์ให้ประชาชนเกิดหลงเชื่อว่าบัญชีที่โพสต์และนำรูปผู้เสียหายซึ่งเป็นบัญชีที่รับบริจาคน้ำท่วมไปหลอกลวงจริงจะเข้าข่ายความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (1) ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับเช่นกัน

รอง ผบก.ปอท. กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ทางพล.ต.ต.ไพบูลย์ น้อยหุ่น ผบก.ปอท. ได้สั่งการให้ทางเจ้าหน้าที่กก.2 บก.ปอท. เชิญบุคคลผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งเจ้าของบัญชีธนาคาร และเจ้าของเฟซบุ๊กผู้ที่โพสต์ มาเข้าพบพนักงานสอบสวน กก.2 บก.ปอท. เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานประกอบสำนวนคดีในเวลา 10.00 น. วันที่ 24 ก.ย. ที่จะถึงนี้

โดยในวันนี้ทางเจ้าหน้าที่จะออกหมายเรียกทั้งคู่ก่อนในฐานะพยานเพื่อชี้แจงว่า เพราะเหตุใดถึงกระทำในลักษณะดังกล่าว โดยเบื้องต้นทราบว่ามีการแจ้งความร้องทุกข์ไว้ที่ จ.ลพบุรี ว่าบุคคลทั้งคู่ไม่มีส่วนรู้เห็นแม้แต่อย่างใด โดยหลังจากนี้จะเชิญทั้งคู่มาพบเพื่อสวบสวนถึงข้อเท็จจริง นอกจากนี้จะต้องเชิญผู้เสียหายมาสอบปากคำเพิ่มเติมเพื่อสรุปยืนยันว่าเลขบัญชีที่ถูกแอบอ้างนั้นไม่มีส่วนเกี่ยวข้องจริง

“อยากฝากเตือนถึงบุคคลผู้ไม่หวังดีที่คิดจะกระทำความผิดในลักษณะดังกล่าวว่า พี่-น้องประชาชนผู้ประสบอุทกภัยก็ลำบากมากพอแล้ว การที่มีผู้เสียสละอย่างคุณบิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ ลงพื้นที่และเปิดรับบริจาคนำเงินไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยเป็นเรื่องที่ดี อย่าฉกฉวยโอกาสใช้ช่องทางนี้ในการกระทำความผิด นอกจากจะมีโทษตามประมวลกฎหมายอาญาซึ่งค่อนข้างสูงแล้ว และยังผิดต่อศีลธรรม” พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ กล่าว

 

 

ขอขอบคุณที่มา : https://bit.ly/2lZ8NXu

คุก 2 เดือน “เมียอริสมันต์” จงใจปกปิดทรัพย์สิน ริบ 42 ล้านเป็นของแผ่นดิน

0

ศาลฎีกานักการเมือง พิพากษาจำคุก 2 เดือน “ระพิพรรณ” เมียอริสมันต์ ยื่นบัญชีเท็จปกปิดทรัพย์สิน พร้อมริบ 42 ล้าน ที่รวยผิดปกติให้ตกเป็นของแผ่นดิน ออกหมายจับโดยไม่มีอายุความ

วันที่ 16 ก.ย. 2562 ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง องค์คณะผู้พิพากษา 9 คน นัดอ่านคำพิพากษา คดียื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ หมายเลขดำที่ อม.1/2562 ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ป.ป.ช.) ผู้ร้อง ได้ยื่นขอให้ศาลวินิจฉัยว่า นางระพิพรรณ พงศ์เรืองรอง อายุ 46 ปี อดีต ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นภรรยาของ นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง กรณีกล่าวหาจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบด้วย ซึ่งขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 34 และมีบทลงโทษทางอาญา มาตรา 119

ทั้งนี้ นางระพิพรรณ ผู้ถูกกล่าวหา ทราบนัดโดยชอบแล้ววันนี้ตัวไม่มาศาล ศาลจึงอาศัยอำนาจตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (วิ อม.) พ.ศ.2560 มาตรา 40 วรรคสองอ่านคำพิพากษาลับหลัง ผู้ถูกกล่าวหา และถือว่าผู้ถูกกล่าวหาทราบคำพิพากษาแล้ว ซึ่งศาลเห็นว่า นางระพิพรรณ แสดงบัญชีรายการทรัพย์สินและหนี้สิน โดยระบุว่ามีหนี้สินที่มีหลักฐานเป็นหนังสือ คือสัญญาที่ นางระพีพรรณ กู้ยืมเงินจำนวน 3 ฉบับ รวม 13 ล้านบาท แต่ไม่ได้มีการกู้ยืมเงินกันจริง, แสดงรายได้ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง จำนวน 15 ล้านบาท โดย นางระพีพรรณ ไม่ได้รับเงินจริง, แสดงรายได้จากสัญญาจ้างทำของของ นายอริสมันต์ คู่สมรส จำนวน 27 ล้านบาท โดยไม่มีหลักฐานที่มีน้ำหนักน่าเชื่อว่า นายอริสมันต์ ได้มีการรับจ้างงานดังกล่าวจริง

ดังนั้น จึงเป็นการจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จ การกระทำดังกล่าวทำขึ้นเพื่อปกปิดอำพรางแหล่งที่มาของทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นผิดปกติของ นางระพิพรรณ ผู้ถูกกล่าวหาและนายอริสมันต์ คู่สมรส

นอกจากนี้ นางระพิพรรณ ไม่ได้ระบุในบัญชีรายการทรัพย์สินและหนี้สินว่าเงินลงทุนของผู้ถูกกล่าวหาในบริษัท เฮ้าส์ ออฟ ฮาร์ท พร็อพเพอร์ตี้ 2012 จำกัด มูลค่า 25 ล้านบาท เป็นหุ้นที่ยังไม่ได้ชำระเงินค่าหุ้น จึงทำให้เข้าใจว่า นางระพิพรรณ นำเงินไปลงทุนในบริษัทตามมูลค่าหุ้นดังกล่าว อันเป็นการปกปิดข้อเท็จจริงอันควรแจ้งให้ทราบ การกระทำของ นางระพิพรรณ จึงมีความผิดฐานจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จ และปกปิดข้อเท็จจริงอันควรแจ้งให้ทราบ โดยมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สินตามคำร้อง

ศาลจึงพิพากษาให้จำคุก นางระพิพรรณ เป็นเวลา 2 เดือนโดยไม่รอการลงโทษ และห้ามไม่ให้ผู้ถูกกล่าวหาดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือดำรงตำแหน่งใดในพรรคการเมืองเป็นเวลา 5 ปี ขณะที่ศาลได้ออกหมายจับให้ติดตามตัว นางระพิพรรณ ผู้ถูกกล่าวหา มาบังคับตามคำพิพากษาโดยไม่มีกำหนดอายุความด้วย

ขณะเดียวกันเมื่อเวลา 15.30 น. องค์คณะผู้พิพากษา 9 คน คดีริบทรัพย์ หมายเลขดำ อม.77/2561 ที่อัยการสูงสุด ผู้ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งริบทรัพยสินที่เพิ่มขึ้นผิดปกติของ นางระพิพรรณ รวมมูลค่า 42,816,226 บาท ให้ตกเป็นของแผ่นดิน ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 38 ซึ่งมี น.ส.จันทาภา พิษณุไวศยวาท ผู้ที่มีชื่อเป็นเจ้าของของทรัพย์สินบางรายการ เป็นผู้คัดค้านที่ 1, บริษัท บีเอ็มดับเบิลยู ลิสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้คัดค้านที่ 2, นายอริสมันต์ คู่สมรส เป็นผู้คัดค้านที่ 3

สืบเนื่องจาก ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด นางระพิพรรณ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ได้ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน และเอกสารประกอบกรณีเข้ารับตำแหน่ง กรณีพ้นจากตำแหน่งและกรณีพ้นจากตำแหน่งมาแล้วเป็นเวลา 1 ปี ต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. โดยมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติรวมมูลค่า 42,816,226.64 บาท ซึ่ง ป.ป.ช. ส่งสำนวนเอกสารหลักฐานให้อัยการยื่นฟ้องศาลฎีกาฯ เมื่อเดือน พ.ค. 2561 ที่ผ่านมา ทั้งนี้ นางระพิพรรณ ผู้ถูกกล่าวหาก็ไม่ได้มาฟังคำพิพากษาเช่นกัน แต่มอบหมายให้ทนายความมาฟังคำพิพากษาแทน

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า การที่จะตรวจสอบความเปลี่ยนแปลงของทรัพย์สินหรือหนี้สินเมื่อพ้นตำแหน่งว่าเพิ่มขึ้นผิดปกติไปจากกรณีเข้ารับตำแหน่งหรือไม่นั้น ตามธรรมดาย่อมจะต้องพิจารณาถึงเหตุแห่งการได้มา การโอน ยักย้าย แปรสภาพ หรือซุกซ่อนทรัพย์สินในระหว่างดำรงตำแหน่งนั้นมีอย่างไร ซึ่งศาลพิจารณาข้อเท็จจริงตามที่ นางระพิพรรณ ผู้ถูกกล่าวหา มีภาระการพิสูจน์แล้ว พบว่าผู้ถูกกล่าวหามีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติอย่างมีนัยสำคัญรวม 42,816,226.64 บาท

สำหรับรถยนต์ BMW รุ่น 730 Ld เลขทะเบียน ถ-8988 (ป้ายแดง) ฟังได้ว่า บริษัท บีเอ็มดับเบิลยู ลิสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์ตามคำร้อง ที่ได้ให้ นางระพิพรรณ เช่าซื้อรถยนต์ไป ตามธรรมดาทางการค้าปกติย่อมไม่อาจทราบได้ว่าเงินที่ชำระค่ารถยนต์ที่เช่าซื้อจะมาจากทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นผิดปกติของผู้ถูกกล่าวหา ต่อมาเมื่อ นางระพิพรรณ ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ บริษัทผู้คัดค้านที่ 2 ได้บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อและฟ้องร้องจนศาลแพ่งมีคำพิพากษาแล้ว เมื่อผู้คัดค้านที่ 2 เป็นเจ้าของย่อมมีสิทธิติดตามเอาทรัพย์สินที่ให้เช่าซื้อคืนได้ การยื่นคำคัดค้านขอคืนรถยนต์ตามคำร้องเพื่อประโยชน์ของตนไม่ใช่ผู้ถูกกล่าวหา จึงสมควรคืนรถยนต์ของกลางให้แก่บริษัทผู้คัดค้านที่ 2

ศาลจึงพิพากษาให้ทรัพย์สินมูลค่า 42,816,226.64 บาท พร้อมดอกผลที่เกิดขึ้นตกเป็นของแผ่นดิน ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 4, 38 ประกอบมาตรา 83 โดยให้คืนรถยนต์ BMW รุ่น 730 Ld เลขทะเบียน ถ-8988 (ป้ายแดง) แก่บริษัท บีเอ็มดับเบิลยู ลิสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด ผู้คัดค้านที่ 2

นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า สำหรับทรัพย์สินที่ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดว่าเพิ่มขึ้นผิดปกติของ นางระพิพรรณ มีดังนี้ เงินฝากธนาคาร 6 บัญชี จำนวนเงิน 27,618,954 บาท, ที่ดิน 3 แปลง มูลค่า 9,492,000 บาท สิ่งปลูกสร้าง 1 หลัง มูลค่า 2 ล้านบาท รถยนต์ 1 คัน มูลค่า 1,805,272 บาท และเงินที่นำมาชำระหนี้เงินกู้ธนาคาร จำนวนเงิน 1.9 ล้านบาท

สำหรับ นายอริสมันต์ สามีของนางระพิพรรณ ก่อนหน้านี้ศาลฎีกาฯ ก็ได้มีคำสั่งให้ออกหมายจับเพื่อติดตามตัวมาร่วมกระบวนพิจารณาคดี กรณีที่ถูกกล่าวหาร่วมทุจริตโครงการบ้านเอื้ออาทรด้วย หลังจากที่ไม่ได้มาศาลในวันไต่สวนพยานฝั่งของอัยการสูงสุด เมื่อวันที่ 13 ก.ย. ที่ผ่านมา และนายอริสมันต์ ยังมีหมายจับของศาลจังหวัดพัทยาด้วย ที่ให้ติดตามจับกุมตัวมาฟังคำพิพากษาฎีกา คดีร่วมกับกลุ่มแกนนำ นปช. 13 ราย ร่วมกันบุกรุกโรงแรมรอยัล คลิฟ บีช พีทยา ขัดขวางการประชุมอาเซียน ซัมมิท ปี 2552 ซึ่งศาลกำหนดนัดฟังคำพิพากษาฎีกาในวันที่ 31 ต.ค.นี้ เวลา 09.00 น.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

– ฎีกายืนคุก 4ปี “อริสมันต์กับพวก” 12คน ล้มประชุมอาเซียน ส.ส.พปชร.โดนด้วย

– ศาลฎีกาแผนกการเมือง รับฟ้องคดี ‘เมีย อริสมันต์’ รวยผิดปกติ

– ที่เดียว! คุณนก เมียกี้ อริสมันต์ เปิดใจผ่านคนสนิท ‘สุดงง’ ป.ป.ช.ชี้มูล

(ภาพจากเฟซบุ๊ก Rapipun Pongrueangrong)

“บิณฑ์” ยันช่วยพี่น้องอุบลฯ ด้วยใจ ไม่คิดทำกระแทกรัฐ แจงเงินทุกบาทถึงมือประชาชนผู้ประสบภัย

0

“บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์” หอบเงินสด 7 ล้านซับน้ำตาพี่น้องชาวอุบลฯ หลังประกาศควักเงินส่วนตัว 1 ล้านบาทแจกให้ครอบครัวละ 1,000 บาท พร้อมเปิดรับบริจาคสมทบและกระแสตอบรับเกินคาด ยอดพุ่ง กระฉูดแล้วกว่า 140 ล้าน เลยปรับเพิ่มเป็น 5,000 บาท ยันทุกบาททุกสตางค์ถึงมือชาวบ้านแน่นอน ชี้ไม่จงใจตบหน้ารัฐบาล ทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ ด้านนายกฯ หัวเสียหลังโดนวิจารณ์ไม่เหลียวแลผู้ประสบภัย ย้ำแจกเงินต้องผ่านระบบ เตรียมนำทีมออกทีวีระดมเงินผ่านรายการ “ร่วมใจ พี่น้องไทย ช่วยภัยน้ำท่วม” ด้านอุทกภัยเมืองดอกบัวยังวิกฤติ แม่น้ำมูลน้ำเอ่อท่วมบ้านมิดหลังคา ชาวบ้านร้องขอส้วมปลดทุกข์

สถานการณ์อุทกภัยยังไม่คลี่คลาย ถึงแม้น้ำจะลดลงบ้างแล้ว แต่ยังท่วมสูง โดยเฉพาะที่ จ.อุบลราชธานี ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ชุมชนริมแม่น้ำมูลฝั่งเทศบาลนครอุบลราชธานีและเขตเทศบาลวารินชำราบยังคงเดือดร้อนหนัก ขณะที่การช่วยเหลือยังไม่ทั่วถึง ด้านนายบิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ นักแสดงชื่อดัง และ ผจก.ฝ่ายกิจการพิเศษ มูลนิธิร่วมกตัญญู ประกาศควักเงินส่วนตัว 1 ล้านบาทไปแจกให้ผู้ประสบภัยครอบครัวละ 1,000 บาท พร้อมเปิดให้ผู้มีจิตศรัทธาร่วมกันซับน้ำตาพี่น้องประชาชน โดยมีผู้ร่วมบริจาคเป็นจำนวนมาก

 

 

ต่อมาเวลา 13.00 น. วันที่ 16 ก.ย. นายบิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ นำเงินสดที่เบิกมาจากธนาคารจำนวน 7 ล้านบาทไปแจกจ่ายให้กับชาวบ้านที่ประสบภัยในพื้นที่ จ.อุบลราชธานี จุดแรกในชุมชนวังยาง ต.บุ่งหวาย อ.วารินชำราบ ชาวบ้านส่วนใหญ่อาศัยอยู่ริมฝั่งแม่น้ำมูลและถูกน้ำท่วมอย่างหนักมานานกว่า 1 สัปดาห์แล้ว บางหลังน้ำมิดหลังคาบ้านไม่สามารถอาศัยอยู่ในบ้านได้ต้องอพยพออกไปอยู่ในศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ทางการจัดไว้ได้ โดยบิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ เปิดเผยว่าตั้งใจมาช่วยพี่น้องชาวอุบลราชธานีก่อน เพราะ 2-3 วันก่อนได้ลงพื้นที่ไปช่วยเหลือประชาชนที่ประสบอุทกภัยพบว่าทุกคนเดือดร้อนมาก และคาดว่ากว่าน้ำจะลดต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2-3 สัปดาห์

 แจกเพิ่มครอบครัวละ 5,000 บาท

บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ กล่าวว่า สาเหตุที่นำเงินสดไปแจกให้ผู้ประสบภัย เนื่องจากช่วงที่ลงพื้นที่ไปช่วยเหลือได้นำถุงยังชีพข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นไปแจกจ่ายพบว่าพี่น้องประชาชนต่างรู้สึกดีใจที่ได้รับสิ่งของเหล่านั้น แต่พอเราเอาเงินไปให้พวกเขาแทบจะก้มกราบเลย ทำให้เห็นว่าการช่วยเงินน่าจะดีที่สุดสำหรับผู้ประสบภัย จึงนำเงินส่วนตัว 1 ล้านบาท และอยากเป็นสื่อกลางให้ผู้ที่มีความประสงค์จะช่วยร่วมกันบริจาคและจะทำให้โปร่งใสที่สุด ตอนแรกตั้งใจจะให้ครอบครัวละ 1,000 บาท ตอนนี้จะเพิ่มเป็นครอบครัวละ 5,000 บาท และวางแผนช่วยทั้งช่วงน้ำท่วมและหลังน้ำลดจะจัดหาอุปกรณ์ซ่อมแซมบ้านและเครื่องใช้ไฟฟ้าไปให้

เผยยอดบริจาคทะลุกว่า 140 ล

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับยอดเงินบริจาคช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยที่ร่วมสนับสนุนผ่านบัญชี 0541226540 ธนาคารกสิกรไทย ชื่อบัญชี บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ ช่วงเวลาประมาณ 19.00 น. วันที่ 16 ก.ย. มียอดเงินกว่า 140 ล้านบาท และยังคงเปิดรับ บริจาคต่อไปเรื่อยๆ เนื่องจากยังมีพี่น้องประชาชนเดือดร้อนอีกเป็นจำนวนมาก และในวันนี้นายบิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ นำเงินสดลอตแรกรวม 7 ล้านบาทไปช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบอุทกภัย อ.วารินชำราบรวม 2 จุดแรกชุมชนวังยางมีผู้เดือดร้อนรวม 146ครอบครัว อีกจุดที่ชุมชมหนองกินเพล 500 ครอบครัวครอบครัวละ 5,000 บาท ยอดเงินช่วยเหลือกว่า3 ล้านบาท โดยมีเอกพันธ์ บรรลือฤทธิ์ น้องชายฝาแฝดบิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ เพื่อนดารานักแสดงพร้อมทีมงานร่วมกันนำเงินสดไปแจกให้ชาวบ้านถึงที่ และในช่วงเย็นเดียวกัน บิณ บรรลือฤทธิ์ แจ้งว่าบัญชีออมทรัพย์มีปัญหาและขอเปลี่ยนเป็นบัญชีกระแสรายวันธนาคารกสิกรไทย เลขที่บัญชี 7061037793 ชื่อบัญชี บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์

 

 

ซึ้งใจตั้งเป้าแค่ 5 ล. ได้กว่า 100 ล.

ด้านบิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ เปิดเผยอีกครั้งระหว่างแจกเงินชาวบ้านว่า ขณะนี้เรื่องเงินรับบริจาคเลขบัญชีที่เปิดประเภทออมทรัพย์มีเงินเข้ามาเยอะ ทำให้ระบบการรับโอนเงินมันล่ม บางคนโอนมาแล้วตีกลับ เลยปรึกษากันขอเปลี่ยนบัญชีรับบริจาคใหม่เป็นกระแสรายวัน สำหรับเบอร์บัญชีใหม่ที่จะโอนเข้าหลังจากนี้จะเป็นบัญชีธนาคารกสิกรไทย กระแสรายวัน หมายเลขบัญชี 7061037793 สาขาเซ็นทรัลปิ่นเกล้า สามารถโอนเข้ามาได้ตลอดเวลามากเท่าไหร่ก็ได้ สำหรับเงิน 100 ล้านก้อนแรกที่เข้ามารู้สึกตกใจมาก เพราะความตั้งใจคิดว่าไม่เกิน 5 ล้านบาท ส่วนตัวเองอีก 1 ล้านเป็น 6 ล้านบาท คิดว่าคงจะได้ประมาณนั้น แต่ในวันแรกยอดเข้ามาประมาณ 10 ล้าน รู้สึกว่ายอดที่เข้ามามากมาย ทำให้เรารู้สึกว่าสามารถช่วยพี่น้องชาวอุบลราชธานีได้มากขึ้น แสดงว่าพี่น้องชาวไทยไม่ทอดทิ้งคนไทยด้วยกัน

 ไม่จงใจตบหน้ารัฐบาล

“ผมรู้สึกซาบซึ้งใจมาก อยากได้ 1 ล้านบาทแต่กลับต่อยอดเป็นเงิน 100 กว่าล้าน ผมไม่เคยดีใจอะไรมากในชีวิตเท่าเรื่องนี้ ในส่วนที่เราจะมอบให้พี่น้องชาวอุบลฯครอบครัวละ 5,000 บาท เมื่อชาวบ้านเขาทราบก็ดีใจ เป็นแววตาที่เราเห็นพวกเขามีความสุข เราก็มีความสุขเช่นกัน และขอสัญญาเงินบริจาคที่มอบให้พี่น้องชาวจังหวัดอุบลราชธานี ผมขอรับรองว่าเงินทุกบาททุกสตางค์จะถึงชาวบ้านและเป็นประโยชน์ มากที่สุด” บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ กล่าวและว่า เรื่องนี้ไม่ได้จงใจตบหน้ารัฐบาล ไม่อยากให้โยงไปเรื่องการ เมือง ทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ

 นายกฯแจงแจกเงินต้องผ่านระบบ

ที่ห้องแกรนด์ไดมอน บอลรูม อาคารอิมแพค ฟอรั่ม เมืองทองธานี เวลา 09.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวตอนหนึ่งระหว่างเป็นประธานในพิธีเปิดการสัมมนาบุคลากรภาครัฐ “ยุทธศาสตร์ชาติ ภาคปฏิบัติ : ร่วมขยับขับเคลื่อนภาครัฐเพื่อประชาชน” ถึงการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมว่า วันนี้ประชาชนยังเกิดความไม่เข้าใจ มีคำถามว่าทำไมรัฐบาลไม่เอาเงินไปให้ประชาชนคนละ 5,000 บาท น้ำท่วมทำไมไม่แจกเงิน เพราะไม่มีเงินใช้ไม่มีเงินกินข้าว แต่ถามทำได้หรือไม่ คนกลุ่มหนึ่งมาพูดว่า ต้องทำอย่างนี้อย่างนั้น ทำไมนายกฯจึงไม่ใช้เงินหลวงหรือไม่ลงพื้นที่ไปตรวจ อะไรกันนี่ประเทศไทย 5 ปีที่ผ่านมาทำให้จับประเด็นได้คือ ประชาชนเคยชินกับสิ่งที่เคยได้ โดยไม่สนใจว่าจะถูกหรือผิดมาจนถึงทุกวันนี้ โดยไม่เข้าใจระเบียบราชการ ไม่ได้ตำหนิใคร เพียงอยากชี้ให้ทุกคนเห็นว่าโจทย์ประเทศอยู่ตรงไหน ไม่ใช่เห็นหน้ากันก็ขอแต่เงิน ถ้าตนมี ตนรวย หรือประเทศไทยรวยก็อยากให้จริงๆ ตนไม่โทษใครเพราะเขายังขาดแคลน แต่ข้าราชการต้องช่วยกันอธิบาย เพราะประชาชนไม่รู้จะขอใคร ก็ขอที่นายกฯ เราต้องจัดสรรให้จากเงินในระบบ ตามขั้นตอนโปร่งใส แต่พอไม่ให้ ก็มีคนมาพูดอย่างอื่น คนก็เชื่อกันไปหมด

 

 

 ซัด จนท.กลัวจนไม่อยากทำงาน

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ทุกๆวันไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นนายกฯ คิดว่าทำอย่างไรจะแก้ไขปัญหาประชาชนได้ แต่ก็มีคนกลุ่มหนึ่งที่ดูเหมือนไม่รักประเทศ คิดแต่ประโยชน์ส่วนตัว ขอร้องต้องร่วมกัน แก้ปัญหา ไม่ใช่วันนี้พูดสร้างความขัดแย้ง มาพูดว่าทำไมรัฐบาลไม่ออกไปช่วย ทำไมไปภาคใต้ ไม่ไปอีสาน ทำไมไม่ไปลุยน้ำกับพวกเขา การบริหารจัดการน้ำ มี 60-70 หน่วยงาน และมาบอกว่า สทนช. บริหารไม่ดี ขอถามว่า 4-5 ปีที่ผ่านมา ค่าใช้จ่ายเยียวยาลดลงหรือไม่ ลดลง แต่ก็ยังต้องเสียเงินอยู่ ฝนตกน้ำท่วมก็โทษรัฐบาล ตนก็ไม่รู้จะว่าอย่างไร ฝนตกมา 5 วัน 500 มิลลิเมตร รู้กันบ้างหรือเปล่า รู้แต่ก็จะด่า สรุปว่าด่าได้ทุกเรื่อง พาดหน้าปกได้ ทุกวัน ตนไม่รู้จะทำอย่างไรกับตรงนี้ การสร้างการรับรู้ผิดไปหมด ทำให้เจ้าหน้าที่ก็ไม่อยากทำงาน เพราะทำแล้วก็โดนด่าเหมือนเดิมก็ไม่ทำเสียดีกว่า รู้ไหมสิ่งที่ท่านพูดเกิดผลอะไรกับประเทศ จะผิดจะถูกไปฟ้องกระบวนการศาลยุติธรรม ไม่ใช่พูดกันทุกวัน มาตัดสินได้หมดมันไม่ใช่ปฏิรูปกันบ้าง

 ย้ำไปนครฯดูการป้องกันน้ำท่วม

นายกฯกล่าวต่อว่า เรื่องการบริหารจัดการน้ำ การขุดเพื่อใช้เป็นที่กักเก็บก็ใช้งบประมาณประจำปี ไม่ได้ไปกู้ใครที่ไหน ข้อมูลเหล่านี้บางทีประชาชนไม่รู้ บางที่ทำได้ บางที่ทำไม่ได้ ที่บอกว่าทำไมไม่ไปขุดตรงนั้นตรงนี้ ถ้าไปขุดบ้านคุณก็ไม่ยอมให้ขุดอยู่ดี นี่คือนิสัยคนที่ต้องแก้ไข แต่คนดีก็มีเยอะ ตนไปนครศรีธรรมราช เขาทำเขื่อน ประชาชนในพื้นที่ก็เสียสละเพื่อระบายน้ำออกสู่ทะเลให้เร็วที่สุด ตนไปตรวจเรื่องนี้ไม่ได้ไปตรวจเรื่องอื่น ตรวจเรื่องน้ำจากภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคอีสาน ไปดูโครงการที่จะระบายน้ำ ต้องมีการขุดลอกคลองใหม่ เคยเกิดไหมไม่เคยมีหรอก พื้นที่กักเก็บน้ำ ระบายน้ำ แก้มลิง ทั้งชั่วคราวและถาวร จะเช่าพื้นที่ชาวบ้านได้หรือไม่ต้องคิดใหม่ทั้งหมด และยอมกันหรือไม่นั่นคือสิ่งสำคัญ ต้องทำให้ประชาชนเข้มแข็ง คิดเป็น ไม่เช่นนั้นคิดแทบตายก็เหมือนเดิม และต้องช่วยกันเสียสละ

 บิ๊กตู่เตรียมออกทีวีระดมเงิน

ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อเวลา 14.50 น. นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนจากอุทกภัยทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และสร้างขวัญกำลังใจให้ประชาชน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและ รมว.กลาโหม มีบัญชาให้ทุกภาคส่วนระดมความช่วยเหลือ และเปิดโอกาสให้หน่วยงานภาครัฐ เอกชน และประชาชนแสดงน้ำใจไมตรี โดยรัฐบาลจะจัดรายการ “ร่วมใจ พี่น้องไทย ช่วยภัยน้ำท่วม” ในวันที่ 17 ก.ย. เวลา 19.30-22.00 น. ที่ห้องส่ง 5 อาคารปฏิบัติการ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) นายกฯพร้อม ครม.จะมารับบริจาคด้วยตนเอง มีการถ่ายทอดสดการออกอากาศตลอดการจัดรายการผ่านช่อง 9 MCOT HD

 

 

เผยยอดกองทุนน้ำท่วม 790 ล้าน

นายเทวัญกล่าวอีกว่า ขอเชิญชวนประชาชนทุกภาคส่วนรับชมรายการและร่วมบริจาคเงินเข้ากองทุนช่วยเหลือผู้ประสบภัยสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี บัญชีธนาคารกรุงไทยจำกัด (มหาชน)สาขาทำเนียบรัฐบาล เลขที่บัญชี 067-0-06895-0สามารถนำหลักฐานการบริจาคนำไปลดหย่อนภาษีได้ ส่วนสิ่งของนำไปบริจาคได้ที่กรมป้องกันบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) อย่างไรก็ตาม กองทุนฯ มีงบฯอยู่แล้ว 790 ล้านบาท ส่วนที่วิจารณ์ว่ารัฐบาลช่วยเหลือล่าช้านั้นไม่ใช่ รัฐมนตรีทุกคนผลัดเปลี่ยนกันลงไปเยี่ยมประชาชนทุกวันทุกกระทรวงต่างช่วยกันเร่งรัด และนายกฯลงไปหลายรอบแล้ว

 จ่ายเงินเยียวยาตายได้ 5 หมื่น

ด้านนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วมว่า รัฐบาลจะจ่ายเงินเยียวยาช่วยเหลือตามระเบียบทางราชการ หากมีผู้เสียชีวิตครอบครัวจะได้รับเงินรายละ 50,000 บาท กรณีบ้านเรือนเสียหายทั้งหลังจะได้เงินช่วยเหลือประมาณ 200,000 บาทต่อหลัง และเสียหายบางส่วนจะช่วยเหลือตามความเป็นจริงตั้งแต่ 15,000-70,000 บาท รวมทั้งยังช่วยเหลือจากสถาบันการเงินเฉพาะกิจต่างๆ เช่น ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธ.ก.ส.) และธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เป็นไปตามหลักปฏิบัติที่ผ่านมา ขอให้ผู้ประสบภัยมั่นใจรัฐบาลจะไม่ทอดทิ้งอย่างแน่นอน ส่วนการบริหารจัดการเงินและสิ่งของบริจาคจะดำเนินการอย่างโปร่งใส โดยทุกจังหวัดจะมีคณะกรรมการดูแลเพื่อให้เงินบริจาคและการจัดส่งสิ่งของถึงมือผู้ประสบภัยอย่างถูกต้องทั่วถึง นายกฯสั่งการให้ทุกหน่วยทำงานอย่างรอบคอบรัดกุม ต้องไม่มีเรื่องร้องเรียนทุจริตอย่างเด็ดขาด

พท. จี้จัดงบช่วยน้ำท่วมด่วน

ที่พรรคเพื่อไทย คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรค พร้อมแกนนำพรรค ร่วมประชุมผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์กับ ส.ส.และทีมงานของพรรคในพื้นที่ จ.อุบลราชธานี โดยได้รายงานสถานการณ์ในพื้นที่ตรงกันว่า ขณะนี้น้ำท่วมถึงชั้น 2 ของบ้านเรือนแล้ว คาดว่าจะใช้เวลา 1-2 เดือน กว่าน้ำจะแห้ง ชาวบ้านต้องอาศัยกินนอนอยู่บนถนนเพราะไม่กล้าทิ้งบ้านเนื่องจากมีโจรผู้ร้ายงัดบ้าน อยากฝากให้นายกฯและรัฐบาลสั่งข้าราชการหน่วยต่างๆ ลง พื้นที่กำหนดให้ชัดว่า หน่วยไหน รับผิดชอบจุดไหนพื้นที่ใด จากนั้นคุณหญิงสุดารัตน์กล่าวว่า พรรคจะให้ ส.ส.ตั้งกระทู้ในสภาฯเพื่อสะท้อนปัญหา รวบรวมปัญหาในพื้นที่เพื่อขอความช่วยเหลือในสภาฯ หลังน้ำลด และขอวิงวอนรัฐบาลว่างบฯไหนที่ไม่ควรใช้ หรือไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน ขอให้จัดสรรงบฯใหม่ลงไปช่วยพี่น้องหลายแสนครอบครัวที่ประสบภัยน้ำท่วม

 น้ำมูลยังสูง–หมาหนีขึ้นหลังคา

ขณะที่สถานการณ์อุทกภัยใน จ.อุบลราชธานี ล่าสุดระดับน้ำในแม่น้ำมูลที่สถานีวัดระดับน้ำ M7 สะพานเสรีประชาธิปไตย อ.เมืองอุบลราชธานี ช่วงเวลา 06.00 น. วันที่ 16 ก.ย. วัดได้ 115.76 ม.รทก. ลดลงจากวันที่ 15 ก.ย. 12 ซม. อัตราการไหล 4,950 ลบ.ม./วินาที ระดับน้ำแม่น้ำมูลสูงกว่าแม่น้ำโขง อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี 14.26 เมตร ส่วนระดับน้ำมูลที่เขื่อนปากมูลสูงกว่าแม่น้ำโขงที่ห้วยสะคาม อ.โขงเจียม 2.32 ม. ทำให้แม่น้ำมูลไหลลงสู่แม่น้ำโขงเร็วขึ้น ขณะที่หลายชุมชนในเขตเทศบาลนครอุบลราชธานีและเทศบาลเมืองวารินชำราบยังได้รับความเดือดร้อน โดยเฉพาะชุมชนหาดสวนยา ริมแม่น้ำมูล ฝั่งเทศบาลเมืองวารินชำราบ บางหลังท่วมจนมิดหลังคา บางคนน้ำสูงจนถึงชั้น 2 เจ้าของต้องย้ายหมาแมวที่อาศัยอยู่ในบ้านหนีอยู่บนหลังคาบ้านและรอผู้ใจบุญพายเรือเอาอาหารไปให้

 

 

ชาวบ้านร้องขอส้วมปลดทุกข์

นายสุพิศ บุญนาค อายุ 62 ปี ชาวบ้านชุมชนหาดสวนยา เผยว่า น้ำท่วมบ้านมิดหลังคาต้องอพยพออกจากบ้านตั้งแต่เช้ามืดวันที่ 5 ก.ย.จนขนข้าวของออกมาแทบไม่ทัน แม่น้ำมูลขึ้นเร็วมาก เกิดมาเพิ่งเคยเจอน้ำมูลขึ้นเกือบเมตรในเวลาไม่กี่ชั่วโมงชาวบ้านในชุมชนต้องหนีน้ำมาสร้างเพิงพักบนเชิงสะพาน 200 ปีรัตนโกสินทร์ ความเป็นอยู่แสนลำบาก ตอนกลางวันอากาศร้อนมาก ต้องอาศัยร่มไม้เกาะกลางถนน กลางคืนถ้าโชคร้ายฝนตกน้ำรั่วเข้าเพิงพักนอนไม่ได้ สิ่งที่อยากได้มากที่สุดตอนนี้คือส้วม เพราะจุดที่อพยพอยู่กันกว่า 200 คน ไม่มีส้วมใช้เลยต้องใช้ผ้าใบล้อมเป็นห้องอาบน้ำและปัสสาวะ แต่ถ้าจะถ่ายหนักลำบากมากต้องขี่จักรยานยนต์ข้ามสะพานไปเข้าห้องน้ำที่ตลาดใหญ่ หรือปั๊มน้ำมันในเขตเทศบาลนครอุบลราชธานีห่างไปกว่า 300 เมตร อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาดูแลในส่วนนี้ เพราะคาดว่าน้ำท่วมอีกไม่ต่ำกว่า 3 สัปดาห์แน่นอน

 ตะครุบโจรลักแบตเตอรี่เรือ

เมื่อคืนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองอุบลราชธานี ร่วมกับทหารประจำหน่วยประสานงาน ศูนย์อำนวยการบรรเทาสาธารณภัย กองทัพภาคที่ 2 ที่ปฏิบัติภารกิจช่วยผู้ประสบอุทกภัยอยู่บริเวณเชิงสะพานเสรีประชาธิปไตย อ.เมืองอุบลราชธานี ออกลาดตระเวนทางน้ำเพื่อดูแลความสงบเรียบร้อยและทรัพย์สินชาวบ้านที่ถูกน้ำท่วม หลังเกิดเหตุคนร้ายขโมยแบตเตอรี่เรือบริเวณท่าน้ำวัดบูรพาและถูกเจ้าหน้าที่ติดตามจับกุมไว้ได้ พ.ต.ท.ปราโมทย์ ชื่นตา รอง ผกก. (สอบสวน) สภ.เมืองอุบลราชธานี เผยว่า เรือลำดังกล่าวเป็นของ น.ส.ศศิกมล พุ่มนางแย้ม อายุ 28 ปี ชาว จ.สมุทรปราการ นำมาช่วยผู้ประสบภัยและจอดไว้ที่ท่าน้ำวัดก่อนถูกนายศักดา กุลแก้ว อายุ 47 ปี อยู่บ้านเลขที่ 71/1 ซอยบูรพานอก 2/1 ต.ในเมือง อ.เมืองอุบลราชธานี แอบขโมยแบตเตอรี่ 1 ลูกไปซ่อนไว้ข้างรั้ววัด อ้างว่าจะนำไปขายนำเงินไปซื้อเหล้า ทั้งที่บ้านตัวเองก็โดนน้ำท่วมเหมือนกัน จึงแจ้งข้อหาลักทรัพย์ผู้อื่นในเวลากลางคืน

บ้านไผ่ พ้อรัฐไม่เหลียวแล

บ่ายวันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่สำรวจสภาพความเป็นอยู่ของชาวบ้านในชุมชนมิตรภาพ ซอย 4 ต.บ้านไผ่ อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น ภายหลังน้ำลดจนกลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว แต่ชาวบ้านหลายครอบครัวยังกลับเข้าบ้านไม่ได้ เพราะบ้านพังไปกับกระแสน้ำทั้งหลัง นางบัวรอง เขาเบา อายุ 39 ปี อยู่บ้านเลขที่ 357/15 หมู่ 20 ชุมชนมิตรภาพ ซอย 4 ต.บ้านไผ่ กล่าวว่า บ้านถูกกระแสน้ำพัดพังทั้งหลัง ข้าวของ เครื่องใช้ลอยไปกับกระแสน้ำ ทำให้สิ้นเนื้อประดาตัว ขณะนี้ไม่มีบ้านอยู่ ต้องสร้างเพิงพักชั่วคราวพอได้ซุกหัวนอนกับสามีและลูกชายวัย 12 ปี ที่เรียนหนังสืออยู่ชั้น ป.6 อยากวิงวอนให้หน่วยงานราชการเร่งช่วยเหลือเรื่องที่อยู่อาศัยก่อนเป็นอันดับแรก เพราะไม่มีปัญญาสร้างบ้านได้อีกแล้ว บ้านหลังนี้เก็บเงินมานานกว่า 2 ปี หมดเงินไป 2 แสนบาท แต่ถูกน้ำพัดพังไปในพริบตา ขณะนี้ยังไม่มีหน่วยงานราชการใดเข้ามาให้ความช่วยเหลือ วิงวอนเข้ามาดูแลด้วยเพราะครอบครัวเดือดร้อนหนักในการใช้ชีวิตประจำวัน

 น้ำป่าท่วมทางเข้าน้ำตกพลิ้ว

ที่ จ.จันทบุรี ช่วงเย็นวันที่ 15 ก.ย. เกิดฝนตกกระหน่ำติดต่อกันหลายชั่วโมงในพื้นที่อุทยานแห่งชาติน้ำตกพลิ้ว ต.พลิ้ว อ.แหลมสิงห์ กระทั่งค่ำน้ำป่าจากเทือกเขาสระบาปไหลลงสู่ลำธารเอ่อท่วมเส้นทางเข้าอุทยานฯน้ำตกพลิ้ว เจ้าหน้าที่ต้องเก็บข้าวของเครื่องใช้ภายในสำนักงานหน้าประตูทางเข้าหนีน้ำ ส่วนร้านค้าบ้านเรือนประชาชนและสวนผลไม้ได้รับความเสียหาย ถนนหลวงหมายเลข 3 สายจันทบุรี-ตราด ช่วงทางเข้าอุทยานฯ หน้าวัดมังกรบุปผาราม แยกศูนย์วิจัยพืชสวนพลิ้ว ต.พลิ้ว ถูกน้ำท่วมสูงกว่า 60 ซม. ระยะทางกว่า 400 เมตร รถยนต์วิ่งผ่านไม่ได้ ต้องเปลี่ยนไปใช้เส้นทาง อ.มะขาม ไปยัง อ.ขลุง จ.จันทบุรี และ จ.ตราด หลังเกิดเหตุกว่า 4 ชั่วโมง น้ำที่ท่วมทางเข้าอุทยานฯ สามารถใช้สัญจรได้ ส่วนพื้นที่ทางน้ำตอนล่างไล่ตั้งแต่ ต.พลิ้ว, ต.ตะปอน อ.ขลุง และ ต.คมบาง อ.เมืองจันทบุรี เจอปัญหาน้ำทะเลหนุนทำให้การระบายช้าเอ่อท่วมบ้านและสวนผลไม้ได้รับความเสียหายเป็นบริเวณกว้าง และระดับน้ำค่อยๆลดลงเรื่อยๆและเข้าสู่สภาวะปกติในช่วงเช้ามืดวันรุ่งขึ้น

 

 

ระทึกช้างถูกน้ำซัดคาลำธาร

จ.ตราด เช้าวันเดียวกัน นายวัชระ สุนทรภักดี ผู้อำนวยการส่วนทรัพยากรน้ำ สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดตราด ร่วมกับเจ้าหน้าที่เทศบาลตำบลเกาะช้างและอาสากู้ภัยสมาคมสว่างบุญตราด เขตเกาะช้าง ตรวจสอบซากช้างเพศผู้ที่ถูกน้ำป่าซัดบริเวณริมลำธารคลองพลู หมู่ 4 ต.เกาะช้าง อ.เกาะช้าง จ.ตราด ท่ามกลางสายฝนที่ตกลงมาตลอดเวลา มีนายนา ริน ควาญช้างชาว กัมพูชา ของปางช้างชุติมันทัวร์ พาไปดูจุดเกิดเหตุ สอบถามได้ความว่า ช้างเชือกดังกล่าวเป็นช้างให้บริการนักท่องเที่ยวอายุประมาณ 40 ปี ช่วงเช้าวันที่ 15 ก.ย.ที่ผ่านมา ช้างเกิดอาการตกมันเลยนำมาผูกกับต้นไม้ใหญ่ริมธารห่างจากปางช้างราว 100 เมตร ต่อมาช่วงบ่ายพบช้างหายไป จึงร่วมกันเพื่อนๆช่วยกันตามหา และเจอซากช้างตายในช่วงเย็น จึงแจ้งเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบ เบื้องต้นคาดว่าช่วงดังกล่าวเกิดฝนตกหนักและน้ำป่าไหลตามลำธารซัดช้างไปตามกระแสน้ำกระแทกกับก้อนหินและจมน้ำตาย หลังน้ำลดจึงนำเชือกมาผูกซากช้างไว้ และนำรถแบ็กโฮมาลากช้างขึ้นจากลำธาร เพื่อให้เจ้าหน้าที่ชันสูตรอย่างละเอียดอีกครั้งก่อนนำไปฝังกลบต่อไป

ชลประทานยันสิ้นเดือนน้ำแห้ง

ที่กรมชลประทาน นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า เนื่องจากอิทธิพลพายุไป๋ลู่จนถึงคาจิกิพัดผ่านทางภาคอีสานต่อเนื่อง ทำให้เกิดน้ำท่วมหลายพื้นที่ โดยมวลน้ำได้ไหลบ่าจากแม่น้ำชี และแม่น้ำมูลตอนบนมาท่วมเมืองอุบลราชธานี ประเมินว่ามวลน้ำสูงสุดที่ไหลมาหนุนสถานีวัดน้ำ M.7 บริเวณสะพานเสรีประชาธิปไตย จ.อุบลราชธานี ถึงจุดสูงสุดเมื่อวันที่ 13 ก.ย. คาดว่ามวลน้ำกว่า 2,000 ล้าน (ลบ.ม.) กรมชลประทานได้ติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำ 160 เครื่อง เร่งผลักดันน้ำออกสู่แม่น้ำโขงได้วันละกว่า 500 ล้าน ลบ.ม. ประกอบกับขณะนี้ระดับน้ำโขงอยู่ต่ำกว่าแม่น้ำมูล 1.50 เมตร ทำให้การระบายน้ำเป็นไปได้ด้วยดี คาดว่าสถานการณ์น้ำของ อ.วารินชำราบ จะเข้าสู่ภาวะปกติภายในสิ้นเดือนนี้

 อุตุฯเตือนฝนตกหนักอีกระลอก

ด้านกรมอุตุนิยมวิทยา คาดหมายสภาพอากาศว่า ช่วงนี้ภาคกลางตอนล่างภาคตะวันออก ภาคใต้ตอนบนยังคงมีฝนฟ้าคะนองบางพื้นที่และฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง โดยมีฝนตกหนักมากบางพื้นที่บริเวณจังหวัดระยอง จันทบุรี ตราด ระนอง พังงา ภูเก็ต และกระบี่ ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนที่ตกหนัก และฝนที่ตกสะสมไว้ด้วย ส่วนภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีปริมาณฝนลดลงในระยะนี้ สำหรับทะเลอันดามันตอนบนและอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง หลีกเลี่ยงการเดินเรือบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองและเรือเล็กบริเวณทะเลอันดามันตอนบนและอ่าวไทยตอนบนควรงดออกจากฝั่งจนถึงวันที่ 17 ก.ย.

 

 

ขอขอบคุณที่มา : https://bit.ly/2lX6xQU

เด็กชายวัย 14 เหยื่อสนามฟุตบอลไฟรั่ว เสียชีวิตแล้ว คนดูแลเผยสนามถูกงัดเข้ามาเล่น

0

เมื่อเวลา 15.00  น. (16 ก.ย.62) นางสาวปานิตา อายุ 32 ปี แม่ และนางวิมลวรรณ ป้า พร้อมด้วยญาติๆ ของ เด็กชายณรงค์ฤทธิ์ อายุ 14 ปี ที่เสียชีวิตสาเหตุถูกกระแสไฟฟ้าดูดที่สนามฟุตบอลหญ้าเทียม ตำบลบางเตย อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี ได้เดินทางที่มาสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ เฉลิมพระเกียรติ ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลอง จ.ปทุมธานี เพื่อขอรับศพกลับไปบำเพ็ญกุศลทางศาสนา

นางสาวปานิตา อายุ 32 ปี กล่าวว่า ตนไม่ได้อยู่กับลูกชายซึ่งลูกจะมีนางวิมลวรรณ ซึ่งเป็นป้าเป็นคนคอยเลี้ยงแต่ตนเองก็คอยโทรศัพท์ถามพูดคุยกับลูกอยู่เรื่อยๆ ว่าเป็นอย่างไรบ้าง เรียนเป็นอย่างไรและจะเป็นห่วงเขาอยู่ตลอด ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดเหตุนั้นก็ไม่อยากมีใครอยากให้เกิด ทางสนามฟุตบอลก็โทรมาหาและจะขอช่วยเหลืออยู่ตลอดตั้งแต่เกิดเรื่อง

 

ภาพเหตุการณ์

นางวิมลวรรณ ป้าของผู้เสียชีวิต กล่าวว่า หลานชายชอบเตะฟุตบอลและจะไปเตะฟุตบอลกับเพื่อนอยู่ตลอดที่สนามนี้ ซึ่งจะเสียค่าเข้าสนามคนละ 20 บาท ทางตนเองก็เป็นห่วงเรื่องการเดินทางเพราะซ้อนรถจักรยานยนต์ของเพื่อนไปและยังตกใจกับเหตุการณ์ที่หลานชายตนเองถูกไฟฟ้าช็อตเสียชีวิต ซึ่งตนเองคิดว่ามันเร็วเกินไปที่หลานชายตนอายุแค่ 14 ปีต้องมาเสียชีวิตเช่นนี้

ส่วนเรื่องการเยียวยานั้นทางเจ้าของสนามก็โทรศัพท์มาบอกว่าจะได้ช่วยเหลือในเบื้องต้น และตนก็อยากจะให้หลานชายตนเป็นคนสุดท้ายที่ต้องมาถูกไฟฟ้าช็อตที่สนามฟุตบอลแห่งนี้ หลังจากนี้ตนเองจะนำศพหลานชายไปตั้งบำเพ็ญกุศลทางศาสนาที่วัดสุราษรังสรรค์  ต.คลองควาย อ.สามโคก จ.ปทุมธานี

 

ภาพเหตุการณ์

วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่สนามฟุตบอลหญ้าเทียม ที่เป็นสถานที่เกิดเหตุ พบนายณัฐวุฒิ อายุ 17 ปี ผู้ดูแลสนาม กล่าวว่า ปกติแล้วทางสนามตนจะมีหน้าที่ดูแล โดยการมาเปิดสนามในเวลา 17.00 น. ของทุกวัน แต่ในวันที่เกิดเหตุพวกเด็กๆ ได้มานั่งเล่นกันที่สนามตั้งแต่ก่อนเที่ยงแล้ว ซึ่งตนเองต้องเดินทางไปแข่งขันฟุตบอลภายนอก คาดว่าจะมีคนเอาคีมและไขควงมางัดประตูเพื่อที่จะเข้าไปเปิดสวิตช์ไฟฟ้า เพื่อที่จะเปิดพัดลมและชาร์จโทรศัพท์มือถือ แล้วน้องที่ประสบเหตุไม่รู้จึงเข้าไปเดินในบริเวณที่มีไฟรั่ว จนถูกไฟช็อตดังกล่าว

 

ภาพเหตุการณ์

ขอขอบคุณที่มา https://bit.ly/2kDGsGe

เวฟ สาริน ถึงกับลั่น แล้วภาษีกูไปไหนหมด งง รัฐบาลมาขอบริจาค แห่คอมเมนต์สนั่น!

0

เวฟ สาริน ถึงกับลั่น แล้วภาษีกูไปไหนหมด งง รัฐบาลมาขอบริจาค แห่คอมเมนต์สนั่น

สร้างปรากฏการณ์ – คนบันเทิงอย่าง บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ อดีตพระเอก ที่ทำงานจิตอาสาช่วยเหลือผู้คนมานาน หลังไลฟ์สดหลั่งน้ำตา ทนไม่ไหว เห็นสภาพพี่น้องชาวอุบลฯ ประสบภัยน้ำท่วม ยากลำบาก พี่น้องยากจน ยิ่งน้ำท่วมยิ่งไม่มีรายได้ ไม่มีเงิน บิณฑ์ ตัดสินใจเอาเงินส่วนตัว 1 ล้านไปแจกชาวบ้าน

 

ภาพเพิ่มเติ่ม

แต่เจอพลังน้ำใจพี่น้องคนไทยร่วมบริจาคท่วมท้นจนยอดทะลุหนัก เมื่อคืนทะลุไปกว่า 132 ล้านบาทแล้ว จน บิณฑ์ ต้องเปลี่ยนบัญชีรับบริจาค จากบัญชีออมทรัพย์ เป็นกระแสรายวัน โดยเมื่อวันที่ 16 ก.ย. บิณฑ์ ก็ได้เริ่มนำเงินไปแจกพี่น้องอุบลฯ ครอบครัวละ 5,000 บาท แล้ว

ขณะที่ รัฐบาลเตรียมจัดงานรับบริจาคเงินช่วยพี่น้องผู้ประสบภัยน้ำท่วม จนหลายคนตั้งคำถาม แล้วรัฐบาลไม่มีเงินเหรอ รวมทั้ง คนบันเทิง อย่าง เวฟ สาริน ก็ถึงกับโพสต์ภาพข้อความ “อันนี้น่าคิด ทำไมรัฐบาลต้องออกมาขอบริจาค คลังไม่มีเงินหรอ หรือแจกให้คนเที่ยวหมดแล้ว กูงง”

 

ภาพเพิ่มเติ่ม

พร้อมแคปชั่นว่า “แล้วภาษีกูไปไหนหมด” โดย แจง ภรรยา แจ๊ส ก็เข้ามาคอมเมนต์ด้วยว่า “นั่นสิ” โดยมีชาวเน็ตมาแห่คอมเมนต์เห็นด้วยจำนวนมาก บอกว่า น่าคิดมาก พร้อมวิพากษ์วิจารณ์สนั่นไอจี

 

ภาพเพิ่มเติ่ม

ภาพเพิ่มเติ่ม

ภาพเพิ่มเติ่ม

ภาพเพิ่มเติ่ม

ขอขอบคุณที่มา https://bit.ly/2kDoL9M

ธ.ออมสิน สั่งอายัดแล้ว! มิจฉาชีพ เปลี่ยนเลขบัญชี โกงเงินช่วยน้ำท่วม อุบลฯ

0

ธ.ออมสิน สั่งอายัดแล้ว! มิจฉาชีพ เปลี่ยนเลขบัญชี โกงเงินช่วยน้ำท่วม อุบลฯ

จากกรณีที่เกิดเหตุอุทกภัยอย่างรุนแรง ในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานีในขณะนี้ และมีการช่วยเหลือจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงนักแสดงจิตอาสา บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ ที่มีการเปิดบัญชีเพื่อรับเงินบริจาคจากคนไทยทั้งประเทศ โดยมีการเผยแพร่ข้อมูลผ่านโซเชียลมีเดียลอย่างแพร่หลายนั้น

จากนั้นเมื่อวันที่ 16 ก.ย.2562 พบว่ามีกลุ่มมิจฉาชีพ ผู้ไม่ประสงค์ดี ทำการการแก้ไขข้อความรับบริจาคเงิน เป็นเลขที่บัญชีอื่น เพื่อหลอกลวงผู้บริจาค ให้หลงเชื่อ และโอนเงินผิดบัญชี โดยปรากฏเป็นชื่อ ธนาคารออมสิน ที่รับโอนเงินบริจาคนั้น

ล่าสุด ฝ่ายสื่อสารองค์กร ธนาคารออมสิน แจ้งว่า เหตุการณ์ดังกล่าว ธนาคารออมสินไม่ได้นิ่งนอนใจ ในขั้นต้นได้ประสานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในท้องที่ทำการตรวจสอบเลขที่บัญชีและเชิญเจ้าของบัญชีดังกล่าวมาพบ และได้อายัดการดำเนินทางธุรกรรมบัญชีดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว

โดยไม่สามารถฝาก ถอน รวมทั้งทำธุรกรรมใดๆ กับบัญชีนี้ได้อีกต่อไป ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบและสอบสวนข้อเท็จจริง

ภาพเพิ่มเติม

ภาพเพิ่มเติม

ขอขอบคุณที่มา https://bit.ly/2lUMX7F

ปิดข่าวหมูป่วยตาย คาดอหิวาต์แอฟริกา ทำลายแล้ว 300 ตัว หวั่นกระทบ ศก.

0

หมูป่วยตายไม่ทราบสาเหตุ คาดเป็น”อหิวาต์แอฟริกา” เจ้าหน้าที่ควบคุมพื้นที่สกัดฆ่าฝังกลบยกเล้าไปแล้วเกิน 300 ตัว ป้องกันระบาด แจ้งคุมการอพยพเคลื่อนย้าย พร้อมสั่งปิดข่าวเกรงกระทบเศรษฐกิจ ชาวบ้านรับแจ้งว่าจะได้รับชดเชย 75 เปอร์เซ็นของราคาขาย หากยอมรับการกำจัด ยันหมูยังบริโภคปกติเชื้อโรคไม่แพร่สู่คน…

เมื่อวันที่ 16 ก.ย.62 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่มีข่าวตามโซเชียลเกิดโรคระบาดในสุกร สงสัยว่าอาจเป็นเชื้อโรคอหิวาต์แอฟริกา (Africa Swine Fever) ซึ่งได้แพร่ระบาดไปหลายฟื้นที่ของจังหวัดเชียงราย ภายหลังจากเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาได้ระบาดที่ฝั่ง จ.ท่าขี้เหล็ก มีการทิ้งหมูตายลงแม่น้ำสาย และแม่น้ำรวก ไหลลงแม่น้ำโขงในวันที่ 3 ก.ย.ที่ผ่านมา โดย ผ่าน อ.เชียงแสน เชียงของ เวียงแก่น ของไทย และครั้งนี้ได้ระบุว่าสุกรที่ตายเป็นฟาร์มในพื้นที่ บ้านสันธาตุ หมู่ 9 ต.แม่คำ อ.แม่จัน จ.เชียงราย มีของ นายดวงฤดี ปงกันคำ และนายสมบูรณ์ ทรายหมอหมู มีการตายและการติดโรค เจ้าหน้าที่จึงเข้าไปทำลายรวมจำนวน 65 ตัว และก่อนหน้านี้ในวันศุกร์ที่ 13 ก.ย. การล้มตายที่ บ.ใหม่พัฒนา ต.ป่าซาง อ.แม่จัน ที่มีหมูที่ตายในเล้า ทำให้เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ต้องเข้าควบคุมพื้นที่ และทำลายฝังกลบสุกรที่เลี้ยงทั้งหมดกว่า 200 ตัว ห้ามเจ้าของหรือบุคคลใดเข้าไปยังโรงเลี้ยงเพื่อป้องกันการระบาด และปศุสัตว์จังหวัดได้เก็บตัวอย่างไปตรวจสอบพิสูจน์ว่าเป็นเชื้ออหิวาต์แอฟริกา ตามที่หลายฝ่ายหวาดวิตกกันหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ชาวบ้านยังไม่ได้รับแนะนำหรือแจ้งว่าหมูที่ตายด้วยสาเหตุอะไร และชาวบ้านที่เหลือจะป้องกันอย่างไร

 

ภาพเพิ่มเติม

ต่อมาผู้สื่อข่าวได้ลงตรวจสอบพื้นที่ บ.ใหม่พัฒนา ต.ป่าซาง อ.แม่จัน สอบถามนางระพิน บำรุงสุข อายุ 65 ปี เลขที่ 207 บ.ใหม่พัฒนา ต.ป่าซาง อ.แม่จัน จ.เชียงราย เล่าว่า เมื่อวันที่ 13 ก.ย.ที่ผ่านมา หมูที่เลี้ยงไว้ในเล้าเกิดตาย 1 ตัว จึงแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ทราบแต่เป็นเวลากลางคืน เจ้าหน้าที่จึงมาตรวจช่วงเช้าวันรุ่งขึ้น ก็พบว่ามีหมูตัวใหญ่ตายเพิ่มขึ้นอีก 1 ตัว เจ้าหน้าที่จึงฉีดยาให้ตายหมดทั้งเล้า 20 ตัว ก่อนนำไปฝัง และออกไปฉีดยาฆ่าหมูตามฟาร์มที่เลี้ยงอยู่ภายในหมู่บ้านใหม่พัฒนาทั้งหมู่บ้าน บ้านละ 10 – 20 รวมกว่า 200 ตัว เจ้าของบางคนไม่ยอมให้ฆ่า ก็ถูกสั่งห้ามเคลื่อนย้ายออกนอกพื้นที่ โดยบริษัทรับปากว่าจะจ่ายเงินให้เจ้าของหมูในราคา 75 เปอร์เซ็นต์ ของราคาขาย โดยมีการวัดขนาดประเมินน้ำหนักไว้ก่อนฆ่าฝังกลบ

ส่วนที่บ้านศรีธาตุ หมู่ 9 ต.แม่คำ อ.แม่จัน นายดวงฤดี กล่าวว่า หมูในฟาร์มตนตายไป 1 ตัว เลยแจ้งผู้ใหญ่บ้าน และแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามลำดับ ส่วนภาพที่ถูกส่งต่อไปตามกลุ่มไลน์ตนเองไม่ได้ส่ง เป็นภาพที่เก็บไปเพื่อแจ้งเจ้าหน้าที่ อย่างไรก็ตาม เมื่อเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์เข้ามาควบคุม ตนเองก็ยอมรับการทำลายและฝังกลบทั้งหมด

 

ภาพเพิ่มเติม

เช่นเดียวกับนายสมบูรณ์ ฟาร์มที่อยู่หมู่บ้านเดียวกัน กล่าวว่า หมูของตนที่มีอยู่ 25 ตัว และเมื่อ 2-3 วันก่อนพ่อพันธุ์ป่วยมีไข้ ตัวเป็นสีแดงตนจึงฉีดยาที่เคยฉีดเพื่อลดไข้ ปกติจะหายแต่ครั้งนี้ไม่หาย เกิดล้มตาย และมีอีก 1 ตัวเริ่มติดเชื้อ ตนจึงแจ้งปศุสัตว์ ซึ่งไม่รู้ว่าหมูตนติดเชื้อดังกล่าวหรือไม่ แต่ก็ได้ให้เจ้าหน้าที่จัดการทำลายหมูทั้งเล้าตามที่ปศุสัตว์แนะนำ ตนไม่รู้จะทำอย่างไร ทั้งนี้ผู้เลี้ยงทั้งสองรายก็ได้รับการแจ้งเช่นเดียวกันว่าจะมีการจ่ายให้รายละ 75 เปอร์เซ็นต์ของราคาขาย

ในบ่ายวันเดียวกัน (16 ก.ย.) ที่ห้องประชุมสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดเชียงราย ต.เวียง อ.เมืองเชียงราย นายภาษเดช หงส์ลดารมภ์ รอง ผวจ.เชียงราย เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าประชุมเกี่ยวกับปัญหาดังกล่าว จากนั้น รอง ผวจ.เชียงราย เผยว่า ที่ผ่านมาได้เน้นย้ำให้ปศุสัตว์จังหวัดและด่านกักสัตว์ทั้ง 12 ด่านหลักและด่านย่อยถึงหมู่บ้านให้เฝ้าระวังทุกพื้นที่ พบว่ายังไม่มีการระบาดเพิ่มมากขึ้น สามารถคุมสถานการณ์อยู่ในระดับที่ควรจะเป็น หลังจากตรึงแนวชายแดนป้องกันการแพร่ระบาด มีการตรวจพบการเคลื่อนย้ายสัตว์ไม่ได้รับอนุญาตเพียง 1 ราย

 

ภาพเพิ่มเติม

ด้าน นายกฤษณ์ พิมพ์งาม รักษาการปศุสัตว์จังหวัดเชียงราย กล่าวว่า ตามรายงานข่าวว่ามีหมูตาย 83 ตัว ของสื่อนั้น มีความคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง ทำให้ประชาชนตื่นตระหนก ความจริงมีหมูป่วยตายเพียงแค่ 2 ฟาร์ม ฟาร์มละ 1-2 ตัว ตอนนี้ส่งไปตรวจที่ จ.ลำปาง ขอเน้นย้ำ หมูที่ตายสามารถบริโภคได้ตามปกติ เพราะโรคอหิวาต์หมู หรือ ASF ที่พบในเมียนมา ไม่ใช่โรคที่ติดต่อจากสัตว์สู่คน เป็นโรคสัตว์ที่ติดเฉพาะหมูเท่านั้น ไม่แพร่กระจายไปสู่สัตว์อื่น ส่วนฟาร์มที่พบการตายของหมู ตอนนี้ทางปศุสัตว์ได้เฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด หากพบการตายผิดปกติเร็วเท่าไหร่ก็จะยิ่งสามารถควบคุมกักกันการแพร่ระบาดของโรคได้เร็วเท่านั้น หากเกษตรกรพบว่ามีสุกรที่เลี้ยงตาย ก็ต้องรีบแจ้งปศุสัตว์อำเภอให้เร็วที่สุด หรือแจ้ง อสม. ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน โดยเร็ว เพื่อจะได้เข้าไปทำการกำจัดและควบคุมโรคไม่ให้แพร่ระบาด

ภาพเพิ่มเติม

ภาพเพิ่มเติม

ขอขอบคุณที่มา https://bit.ly/2kPKdIr

“บิ๊กตู่” ควักเงินส่วนตัวช่วยชาวบ้าน แนะอย่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย

0

“บิ๊กตู่” ควัก 1 แสน ร่วมบริจาคช่วยน้ำท่วม กำชับ จนท.ต้องใช้อย่างรอบคอบเป็นไปตามกติกาและหลักเกณฑ์ “ชี้” อย่าใช้เงินบริจาคครั้งเดียวหมด เพราะเงินส่วนนี้นำไปช่วยชาวบ้านระหว่างเงินรัฐยังติดขั้นตอนเบิก-จ่าย

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 17 กันยายน ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี ที่ก่อนก่อนการประชุม นายกรัฐมนตรีได้ร่วมบริจาคเงินส่วนตัว จำนวน 100,000 บาท เพื่อเข้ากองทุนช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี

ทั้งนี้ สำนักนายกรัฐมนตรี เชิญชวนคนไทยส่งความห่วงใยถึงกันผ่านรายการ “ร่วมใจ พี่น้องไทย ช่วยภัยน้ำท่วม” พร้อมเกาะติดสถานการณ์พร้อมมาตรการเยียวยาฟ้าหลังฝนและเปิดรับบริจาคผ่านทาง ช่อง 9 MCOT HD หมายเลข 30 ในวันเดียวกันนี้ตั้งแต่เวลา 19.30 น. เป็นต้นไป

ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ในการจัดสรรเงินงบประมาณหรือเงินบริจาคลงในแต่ละพื้นที่ที่มีประชาชนได้รับความเดือดร้อน จะต้องดูให้ละเอียดและรอบคอบโดยเฉพาะหลักเกณฑ์ กฎระเบียบต่างๆที่มีอยู่ซึ่งแต่ละครอบครัวก็อาจจะได้รับเงินช่วยเหลือไม่เท่ากัน ต้องดูถึงความเดือดร้อนว่าได้รับมากน้อยแค่ไหน และถึงแม้บางคนที่จะไม่เข้าหลักเกณฑ์เราก็ต้องให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่เพราะอาจได้รับความเดือดร้อน

ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ในการจัดสรรเงินงบประมาณหรือเงินบริจาคลงในแต่ละพื้นที่ที่มีประชาชนได้รับความเดือดร้อน จะต้องดูให้ละเอียดและรอบคอบโดยเฉพาะหลักเกณฑ์ กฎระเบียบต่างๆที่มีอยู่ซึ่งแต่ละครอบครัวก็อาจจะได้รับเงินช่วยเหลือไม่เท่ากัน ต้องดูถึงความเดือดร้อนว่าได้รับมากน้อยแค่ไหน และถึงแม้บางคนที่จะไม่เข้าหลักเกณฑ์เราก็ต้องให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่เพราะอาจได้รับความเดือดร้อน

Skip

<!–EndFragment–>
</body>

</html>

“ในส่วนของเงินที่ได้รับบริจาคมานั้นจะต้องพิจารณาและดูแลให้รอบคอบซึ่งเงินบริจาคเหล่านี้จะใช้ในการช่วยเหลือประชาชนในขณะที่ที่งบภาครัฐยังไม่สามารถเบิกจ่ายไม่ได้ เนื่องจากเรามีกฎเกณฑ์และกติกากำหนดทุกคนที่ได้รับการช่วยเหลือจะมีหลักเกณฑ์ระบุไว้อย่างชัดเจนทั้งเรื่องการซ่อมแซมบ้านเรือนที่เสียหายพื้นที่ทำกินได้รับผลกระทบรวมทั้งมีผู้เสียชีวิต และบาดเจ็บจากเหตุการณ์ ก็จะต้องดูแลอย่างเต็มที่ แต่ไม่ใช่ว่าเมื่อได้เงินบริจาคมาแล้วเราจะนำไปบริจาคทั้งหมดภายในครั้งเดียว” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

จากนั้นนายอิทธิพล คุณปลื้ม รมว.วัฒนธรรม นำคณะผู้บริหาร เข้าพบเพื่อประชาสัมพันธ์สืบสาน เทศกาล ประเพณี วิถีไทย ประเพณีทำบุญสารทเดือนสิบ ประเพณีอุ้มพระดำน้ำ และประเพณีถือพศีลกินผัก (กินเจ)

 

 

ขอขอบคุณที่มา : https://bit.ly/2knLiHt

“บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์” พระเอกนอกจอ บริจาคน้ำท่วมอุบลฯ บ้านละ 5,000 บาท พร้อมยันทุกบาทโปร่งใส

0

“บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์” ช่วยน้ำท่วมอุบลฯ แจกเงินบริจาคช่วยผู้ประสบภัยครอบครัวละ 5,000 บาท ยันจัดสรรอย่างโปร่งใส

 เฟซบุ๊ก “บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์” ของนักแสดงชื่อดัง และอาสากู้ภัย ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า ตอนนี้บัญชีออมทรัพย์ ที่เปิดให้บริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือน้ำท่วมมีปัญหา เนื่องจากมีคนโอนเข้ามาเป็นจำนวนมาก ทางธนาคารจึงแนะนำให้เปลี่ยนเป็นบัญชีกระแสรายวัน โดยผู้ที่ต้องการบริจาคเงิน สามารถบริจาคเข้ามาได้ที่ เลขที่บัญชี 7061037793 ธนาคาร กสิกรไทย กระแสรายวัน สาขาเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า ชื่อ บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ ซึ่ง บิณฑ์ ยืนยันว่า เงินทุกบาท ทุกสตางค์ จะจัดสรรอย่างโปร่งใสที่สุด

โดยผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ จ.อุบลราชธานี เอกพันธ์ บรรลือฤทธิ์ ลงพื้นที่พร้อมบิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ พร้อมด้วย ทับทิม อัญรินทร์ ธีราธนันพัฒน์ นักแสดง สังกัดช่อง 7 ลงพื้นที่นำเงินสดที่ได้จากการเปิดบัญชีรับบริจาค มามอบให้ชาวบ้านที่ถูกน้ำท่วมในชุมชนวังยาง ต.บุ่งหวาย อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี ครอบครัวละ จำนวน 5,000 บาท

ขณะที่ บิณฑ์ เปิดใจจะใช้เงินบริจาคทั้งหมดให้โปร่งใสที่สุด ซึ่งตอนนี้ได้มอบให้ครอบครัวผู้ประสบภัย เพิ่มเป็น 5,000 บาท และในช่วงฟื้นฟู ก็จะใช้เงินจำนวนนี้ ในการซื้อหม้อหุงข้าว หรือพัดลม นำไปมอบให้ชาวบ้านด้วย โดยใช้เงินก้อนนี้ในการบริหารจัดการ เราต้องช่วยกันต่อไป ซึ่งตนคาดว่า กว่าน้ำจะลดลง จนเข้าสู่ภาวะปกติ ก็คงต้องใช้เวลาอีกประมาณ 2-3 สัปดาห์ 

เมื่อถามว่า เงินจำนวนนี้ จะถูกนำไปช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่จังหวัดอื่นด้วยหรือไม่ บิณฑ์ ระบุว่า ต้องประชามติก่อน เพราะคนที่โอนมาตั้งใจมาช่วยพี่น้องชาวอุบลฯ

 

ขอขอบคุณที่มา : https://bit.ly/2lRT1Oo